You are currently browsing all posts tagged with 'casinoonline'.
Displaying 11 - 14 of 14 entries.

Tips เพื่อหน้าใสๆ ของสาววัยทีน

  • Posted on January 7, 2012 at 5:30 pm

คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าใบหน้าอ่อนๆ ของตัวเองก็ต้องการการถนอมดูแลอยู่หลายขั้นตอนเหมือนกัน อยากมีใบหน้าไบรท์ๆ ไปนานๆ ก็ต้องลงทุนลงแรง บำรุงกันตั้งแต่ภายในยันภายนอก อะไรบ้างที่สาวๆ ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

1. ทำความสะอาดใบหน้าอย่างดี
         โดยเฉพาะสาวๆ ผู้รักการแต่งหน้า คุณต้องใช้ Cleanser ทำความสะอาดเครื่องสำอางก่อน แล้วจึงใช้โฟมล้างหน้ามาชะล้างทำความสะอาด ตบท้ายด้วยการเช็ด Toner อย่างนุ่มนวล ยิ่งสาวๆ ที่มักเป็นสิวเสี้ยนบ่อยๆ ยิ่งต้องระวังให้มาก ควรเลือกใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับการรักษาสิวด้วย

     2. สครับหน้า
         ถ้าคุณแต่งหน้าเป็นประจำแทบทุกวัน การสครับใบหน้าก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะต่อให้คุณล้างหน้าสะอาดแค่ไหนก็ยังมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บนใบหน้าและรู ขุม่ขนได้ ดังนั้นควรมองหาสครับที่มีเม็ดบีทส์ละเอียด มาขัดหน้า โดยใช้เวลาในการขัดสักพักเน้นบริเวณดั้งจมูกและคางที่มักเป็นจุดเกิดสิว เสี้ยนบ่อยๆ ควรสครับหน้าเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งไม่ต้องมากกว่านี้

     3. ใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับผิวและวัย
        เนื่องจากในแต่ละวันผิวหน้าโดนทำร้ายจากทั้งมลภาวะและการแต่งหน้า เพราะฉะนั้นสาวๆ จึงต้องหมั่นบำรุงคืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิว เลือกใช้ day cream และ night cream ที่เหมาะกับสภาพผิว และเหมาะกับช่วงอายุ สำหรับสาวผิวมันใช้ใช้ครีมบำรุงชนิดเจลดีกว่าชนิดครีมที่เหมาะกับสาวผิวแห้ง และธรรมดามากกว่า และถ้าเป็นสาววัยทีนก็เน้นครีมบำรุงที่ช่วยคงความชุ่มชื้นไว้ก็พอ ไม่ต้องเน้นการป้องกันริ้วรอยนัก

     4. ดื่มน้ำสะอาดให้มาก
         ถ้าเป็นไปได้สาวๆ ควรหาน้ำสะอาดดื่มทั้งวัน สำหรับน้ำประเภทอื่นๆ ไม่ว่าน้ำอัดลม ชา กาแฟ ก็ดื่มได้เป็นครั้งคราว อย่าดื่มมาก เพราะน้ำอัดลมทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและกัดกระเพาะ ส่วนชา กาแฟมีคาเฟอีน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยด้วยค่ะ

     5. ออกกำลังกายเป็นประจำ
          ต่อให้เรียนหนักแค่ไหนก็ต้องหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือดลมจะได้สูบฉีดดี สุขภาพจิตเริ่ด ส่งผลให้หน้าใสตามมาโดยอัติโนมัติ

     6. ไม่นอนดึก
         ต่อให้คุณจะเซลฟ์ในความอ่อนเยาว์ของตัวเองแค่ไหน แต่ก็อย่าได้ทรมานสังขารตัวเองด้วยการนอนดึกเลยค่ะ ถึงแม้ใจคุณยังบอกว่าไหว แต่จริงๆ ร่างกายกำลังโดนทำร้ายอยู่ ก็ช่วงตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไปน่ะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ดังนั้นการได้นอนหลับพักผ่อนก็จะช่วยให้การซ่อมแซมนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ใบหน้าคุณจะได้คงความอ่อนเยาว์ไปนานๆ ไม่ดูโทรมเร็วกว่าเพื่อนๆ

     7. เลี่ยงแดด
         หลบเลี่ยงแดดเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกับแสงแดดที่แรงจัดเป็นเวลานานๆ ยิ่งทำให้หน้าคุณแก่โทรมโดยไม่รู้ตัว ไหนจะฝ้ากระที่จะมาหาอีก ก่อนออกจากบ้านทุกวันอย่าลืมทาครีมกันแดด จะได้เพิ่มเกราะป้องกันยูวีเอาไว้ ส่วนค่า SPF จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะอยู่ในที่ร่มเยอะหรือต้องออกแดดในระหว่างวัน ด้วย และจำไว้ว่าครีมกันแดดจะประสิทธิภาพปกป้องผิวได้ไม่เกิน 3-4 ชั่วโมงต่อการทา 1 ครั้ง ฉะนั้นถ้าไปทะเลหรือออกแดดนานๆ ควรทาครีมกันแดดระหว่างวันด้วย

     8. ลงทุนใช้ของดีๆ
         ของในที่นี้รวมทุกสิงทุกอย่างในโลกที่คุณเอามาสัมผัสผิวหน้า หลักๆ ก็คงมีครีมบำรุงและเครื่องสำอาง คุณอาจจะไม่ต้องซื้อของแพง เอาแค่ของคุณภาพที่มีตรารับรอง ไม่เน้นแบรนด์ การยอมลงทุนในส่วนนี้นับว่าเป็นการประหยัดในระยะยาว เพราะคุณจะไม่ต้องไปเสียค่าหมอสิวบ่อยๆ

     9. เลี่ยงการสัมผัสใบหน้าระหว่างวัน
         ในระหว่างวันมือคุณต้องสัมผัสกับสิ่งสกปรกมากมายแค่ไหน ถ้าคุณยังเอามือไปสัมผัสบนใบหน้าอีก ก็เท่ากับว่าคุณพาเอาเชื้อโรคต่างๆ ไปแปะไว้บนหน้าด้วยมือคุณเอง ดังนั้นควรมีสติ ถ้าจำเป็นต้องแต่งหน้าหรือทาครีมระหว่างวันก็ต้องล้างมือก่อนทุกครั้ง นอกจากนี้ทุกวันเมื่อไปถึงที่ทำงานหรือทันทีที่กลับถึงบ้านให้คุณล้างมือ ก่อนเสมอ เพื่อป้องกันการที่คุณจะเผลอเอามือไปจับหน้าจับตาให้สิวขึ้นได้

     10. พบแพทย์เมื่อมีปัญหาผิว
         หากคุณมีปัญหาเรื่องผิวบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ให้คุณปรึกษาแพทย์โรคผิวหนังที่ชำนาญเท่านั้น อย่าได้มัวเสียเวลาไปหาที่ปรึกษาความงามตามเคาน์เตอร์ต่างๆ จะเป็นการเสียเงินฟรี แถมถ้ารักษาผิดๆ ถูกๆ หน้าอาจจะพังหนักเข้าไปอีก 

กล้วย สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ของหนุ่มสาวแดนซากุระ

  • Posted on December 22, 2011 at 11:14 pm

กล้วย สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ของหนุ่มสาวแดนซากุระ

กล้วย

ใครจะเชื่อว่า การรับประทานกล้วยหอม กลายเป็น
สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม
จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า 


สูตรลดน้ำหนัก
  ที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้ กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ใน  ”กล้วย”  นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่าง วัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ

นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ เตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผอม สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป”  น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย

วาเลนไทน์

  • Posted on December 10, 2011 at 12:34 am

ตำนานวันแห่งความรัก 14 ก.พ.

.

.
.
เริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ.270 ชาวคริสเตียนผู้หนึ่งนามว่า วาเลนไทน์ ถูกคุมขังเพราะไม่ยอมนับถือเทพเจ้าตามจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมัน โดยวาเลนไทน์ได้นำอาหารไปวางบนประตูบ้านคนยากจน พร้อมกับเปิดตัวว่าเป็นคริสเตียน

ช่วงที่วาเลนไทน์ถูกคุมขังในเรือนจำก็ได้หลงรักลูกสาวของผู้คุมที่ตาบอด วาเลนไทน์ได้อธิษฐานทูลขออำนาจจากพระเจ้าให้รักษาตาของเธอจนหายเป็นปกติ ทำให้ครอบครัวผู้คุมประกาศตนเป็นคริสเตียน เมื่อจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 แห่งโรมทรงทราบ จึงโกรธมากและสั่งให้นำตัวเซนต์ วาเลนไทน์ไปโบยตีและตัดศีรษะ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในค่ำคืนก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ได้ส่งบทกวีแห่งความรักไปให้หญิงสาวในดวงใจ และลงท้ายด้วยถ้อยคำพรรณนานี้ว่า FROM YOUR VALENTINE

ต่อมาในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ทรงรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถัดจากวันที่เซนต์วาเลนไทน์ถูกประหาร 1 วัน ซึ่งถือเป็นวันพิธี ลูเพอร์กาเลีย ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาของโรมันที่เปิด โอกาสให้หนุ่มสาวเลือกคู่กัน จึงให้รวมทั้งสองวันเอาไว้ด้วยกัน เรียกว่า วันวาเลนไทน์ นับแต่นั้นมา เพื่อระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ที่มีความรักและศรัทธาต่อศาสนาที่ตนนับถือ

ตำนานวาเลนไทน์จึงเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมา เชื่อกันว่าในวันวาเลนไทน์ มวลหมู่นกจะพากันจับคู่ บรรดาหนุ่มสาวจะเปิดเผยความในใจซึ่งกันและกัน และแลกเปลี่ยนของที่ระลึกสื่อความรัก ในยามค่ำคืนแห่งการฉลองเทศกาลโดยช่วงสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย สาวๆมักนิยมสวมสร้อยข้อมือ ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความโชคดีในความรัก
โดยเฉพาะถ้าสร้อยข้อมือเหล่านี้ทำเป็นรูป หมู ตะเกียง เกือกม้า และหัวใจ ตราบจนทุกวันนี้ เครื่องรางรูปหัวใจก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ

การให้ของขวัญวันวาเลนไทน์ ก็พัฒนามาเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะยืนด้วยรูปหัวใจ หรือดอกกุหลาบ ช็อกโกแลตที่สื่อถึงความหวานทั้งสิ้น สำหรับคำหวานที่จะบอกรักใครสักคนนั้น กลับไปดูต้นฉบับของนักบุญวาเลนไทน์แล้ว ท่านเขียนไว้ว่า รักคือการยินดีที่ได้เห็นบุคคลที่รักมีความสุข แม้ว่าตนเองจะทุกข์ หรือเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม

.
.

GIFT TO GIVE

.
เทศกาลวันวาเลนไทน์เวียนมาอีกครั้ง กลิ่นอายแห่งความรักและความสุขจึงดูคล้ายอบอวลตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งแน่นอนมาก เมื่อคุณรักใคร รู้สึกดีกับคนนั้น คุณก็อยากมอบของขวัญที่มีค่า มีความหมายให้แก่เขา
.
.
247 ฉบับนี้ พาคุณมารู้จักของขวัญฮิตๆ ติดอันดับท็อปไฟว์ที่คนทั่วโลกนิยมมอบให้แก่กัน
.
.
Top Five Gifts

จะให้ของขวัญแก่คนรักทั้งที ลองมาดูสิว่า โอกาสพิเศษอย่างนี้ คนทั่วโลกเขานิยมให้อะไรกัน
.
.
.

.
กุหลาบ : ราชินีดอกไม้

1 ดอกกุหลาบถูกยกย่องให้เป็นราชินีของดอกไม้ เป็นความงามที่สื่อถึงความสงบและสงครามความรักและการให้อภัย จากตำนานเล่าว่าตั้งแต่สมัยกรีก คลอรีส
เทพธิดาแห่งดอกไม้ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบและยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นก็ได้มีการมอบดอก-กุหลาบแก่ ?อีรอส? บุตรชาย ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก ส่วนในศาสนาคริสต์เชื่อกันว่า ในสมัยที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน พระโลหิตได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอส เกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า กุหลาบมอส

นอกจากนี้ยังมีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ คือราชวงศ์ยอร์ค ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาวและราชวงศ์แลงแคสเตอร์ ใช้กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์
เรียกสงครามนี้ว่าสงครามกุหลาบ ในสมัยต่อมาพวกกุหลาบแดงได้มาแต่งงานกับพวกกุหลาบขาว ปัจจุบัน ดอกกุหลาบได้กลายมาเป็นสิ่งที่นิยมแสดงออกถึงความรัก โดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง ได้รับ ความนิยมสูงสุด อาจเป็นเพราะว่ามันคือดอกไม้ที่โปรดปราน ของเทพีวีนัส เทพีแห่งความรัก อีกทั้งสีแดงเข้มก็แสดงออก
ถึงพลังของความรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสน่หาและความหลงใหล ส่วนดอกกุหลาบสีอื่นๆ ก็มีให้กันบ้าง อย่างสีขาวหมายถึงรักแท้และรักบริสุทธิ์ สีเหลืองแสดงถึงมิตรภาพและความปรารถนาดี สีดำหมายถึงการจากลา และสีชมพูหมายถึงมิตรภาพหรือยอดรัก

FYI ธรรมเนียมการมอบดอกกุหลาบ เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศ อังกฤษ ในสมัยของพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อ 150 ปีก่อนและปัจจุบันกุหลาบถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาวอังกฤษ
.
.
.

.
ตุ๊กตาหมีในตำนาน : Teddy Bear

2 ตุ๊กตาหมีน่ารักตัวนี้ มีที่มาจากสองประเทศด้วยกันคือ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา สำหรับเยอรมนีเล่ากันว่า Richard Steiff นักออกแบบของเล่นได้แรงบันดาลใจมาจากหมีในคณะละครสัตว์ ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบจะมีข้อต่อตามจุดต่างๆ จากนั้นเขาได้นำ ตุ๊กตาไปโชว์ในงานแสดงสินค้าแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเลย ในขณะที่เขากำลังเก็บของในวันสุดท้ายของงานแสดงสินค้า ก็มีชาวอเมริกันคนหนึ่งเข้ามาหยิบดูตุ๊กตาหมีของเขาและสั่งซื้อในปริมาณมาก และนี่คือต้นกำเนิดที่ทำให้ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ

ส่วนเรื่องของอเมริกาบอกเล่าว่า ขณะที่ประธานาธิบดี Theodore Teddy Roosevelt ออกล่าสัตว์ ราชองครักษ์ได้จับลูกหมีตัวหนึ่งผูกไว้กับต้นไม้เพื่อมอบให้เขา แต่ประธานาธิบดีกลับปล่อย ลูกหมีตัวนั้นไป ข่าวนี้ดังไปทั่ว Clifford Berryman นักเขียนการ์ตูนการเมือง ได้นำเรื่องนี้ไปเขียน และการ์ตูนนี้ก็ไป จุดประกายความคิดของ Morris Michtom ให้ออกแบบผลิตตุ๊กตาหมีที่มีข้อต่อ เขาจำหน่ายพร้อมโชว์ภาพการ์ตูนที่เขียนโดย Clifford Berryman และป้ายแสดงข้อความว่า Teddy s Bear ปรากฏว่า ตุ๊กตาหมีขายดีมาก จากนั้นเพียงปีเดียว Morris Michtom ได้ปิดร้านของเขาและจัดตั้งบริษัท Ideal Novelty and Toy ขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับยักษ์ใหญ่ทางด้านของเล่นของโลกในปัจจุบัน

FYI ปีพ.ศ. 2447 เท็ดดี้แบร์ กลายเป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของประธานา-ธิบดีรูสเวลต์ และในปี พ.ศ. 2450 นอกจากคำว่า ?เท็ดดี แบร์? จะได้รับการบัญญัติไว้ในพจนา- นุกรมเป็นครั้งแรกแล้ว มันยังถูกขายได้ถึง 974,000 ตัว
.


.

.
หวานถูกใจเคลือบช็อกโกแลต

3 ต้นตำนานความหวานนี้ เริ่มเมื่อประมาณ 3000 ปีมาแล้ว โดยคนพื้นเมืองของเผ่ามายาในอเมริกากลางเป็นกลุ่มแรกที่นำเอาเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่ม
ต่อมาเมล็ดโกโก้จึงแพร่ไปยังเม็กซิโก โดยทำเป็นเครื่องดื่มเรียกว่าช็อกโกลาตส์ ปี ค.ศ. 1519 จักรพรรดิ Montezuma II และชาว Aztecs ในเม็กซิโก คิดว่า Hernando Cortez นักสำรวจชาวสเปนที่เข้าไปในเม็กซิโก เป็นพระเจ้าจากทะเลจึงต้อนรับด้วยเครื่องดื่มคาคาฮอดทัลหรือช็อกโกลาตส์นี้แก่เขา หลังจากที่ได้ชิมเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดโกโก้ Cortez ได้จดจำวิธีการที่นำเอาเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มของชาวแอซเทค เมื่อเขากลับไปยังสเปนได้นำเอาเมล็ดโกโก้ไปปลูกด้วย ต่อมาคนสเปนได้นำเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่ม เติมน้ำตาล วานิลลา และอบเชยลงไปทำให้มีกลิ่นและรสดีเรียกว่า ช็อกโกลาตส์ ต่อมาเครื่องดื่มรสประหลาดก็ได้แพร่หลายเข้าไปใน ประเทศอื่นๆ ในยุโรป และเมื่อไปถึงอังกฤษชื่อของ ช็อกโกลาตส์ก็เพี้ยนไปเป็น ช็อกโกแลตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

FYI คนเรามักจะให้ช็อกโก- แลตเป็นของขวัญ เพราะนอกจากรสชาติหวานอร่อยแล้ว ในช็อกโกแลตยังมีสารกาเฟอีน Theobro- mine และ Phenethyla- mine ซึ่งส่งผลต่อสมองทำให้เกิดความสุขขึ้น ดังนั้นการให้ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนการให้ ความสุข นั่นเอง
.
.
.

.
DIY สไตล์โครเชต์

4 การถักโครเชต์นับว่าเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่เกิดจากความประณีตพิถีพิถัน เรียงร้อยเส้นด้ายจนเป็นผลงานที่สวยงามน่าใช้ การมอบของชิ้นนี้ให้ใคร ถ้าคนให้ทำเอง คนรับยิ่งรู้สึกดี ตอนนี้มารู้จักโครเชต์กัน Crochet เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ?ตะขอ? ซึ่งคาดกันว่าการถักไหมพรมน่าจะมีมา ตั้งแต่โบราณในเมืองจีน อาระเบียหรืออเมริกาใต้ ด้วยการนำด้าย ไหม ขนสัตว์มาถักเป็นห่วงโซ่ร้อยต่อกันจนเป็นผืนผ้า ลวดลายงดงาม และได้รับความนิยมในยุโรปราว ค.ศ. 1800 สมัยแรกมนุษย์ใช้เพียงนิ้วชี้งอเป็นรูปตะขอถักเส้นไหม จึงไม่มีหลักฐานเป็นเครื่องมือมาให้คนรุ่นหลังได้เห็น ภายหลังมีการพัฒนาเครื่องมือโครเชต์แทนนิ้วจากงาช้าง ทองเหลืองหรือไม้เนื้อแข็ง โครเชต์ในยุคแรกเริ่มเป็นงานกลุ่มแม่บ้าน ต่อมาเมื่อพระราชินีวิคตอเรียทรงโปรดไอริชโครเชต์ ถึงขนาดลงมือถักด้วยพระองค์เอง ชนชั้นกลางในสมัยนั้นจึงเริ่มหันมาซื้อผลิตภัณฑ์โครเชต์จากกลุ่มแม่บ้านด้วยเช่นกัน

FYI DIY (Do it yourself) หรือสิ่งที่ทำด้วยตัวเอง เริ่มขึ้นในช่วงศตวรรษ ที่ 19 มีผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่โรงงานสามารถผลิตสินค้าโรงงานได้ทีละมากๆ ส่งผลต่องานหัตถกรรมของชาวบ้าน William Morris นักออกแบบชาวอังกฤษผู้ต่อต้าน การปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงได้ก่อตั้งบริษัท Arts & Crafts Movement
ผลิตงาน Decorative Arts เช่น ลายผ้า วอลเปเปอร์ หลังจากพบว่าคนนิยมงานหัตถกรรมน้อยลง
.
.
.
.

.
ตุ๊กตาไบลท์ Blythe is Bright
5 ยอดฮิตสำหรับยุคนี้ เห็นทีจะหนีไม่พ้น ตุ๊กตา Blythe ตุ๊กตาวินเทจสัญชาติอเมริกัน ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1972 มีจุดเด่นตรงที่เมื่อดึงห่วงหลังศีรษะตุ๊กตาแล้วตาของเขาจะเปลี่ยนสีได้ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ เพราะน่ากลัวเกินไป จนต้อง ปิดตัวลงหลังจากออกวางขายในตลาดได้แค่เพียง? 1 ปี แต่อีก 30 ปีต่อมา หลังจากที่บริษัท Takara ประเทศญี่ปุ่นได้รับลิขสิทธิ์ผลิตตุ๊กตาต่อ และ Blythe ได้กลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับห้างสรรพสินค้า เพียงชั่วข้ามคืน Blythe ก็เป็นตุ๊กตายอดนิยมบนเว็บ eBAY ราคาประมูล พุ่งขึ้นสูงจากเดิม 35$ เป็น 350$ รวมถึงเว็บประมูลของ Yahoo ขายหมดสต็อกถึง 4 ครั้ง? ในแวดวงแฟชั่น ยังมีการรวมดีไซเนอร์ของ ห้องเสื้อแบรนด์เนมจากทุกมุมโลกอย่าง John Galliano, Prada, Gucci, Vivienne Westwood, Issey Miyake, Versace, ฯลฯ มาร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าตัวจิ๋วให้กับเหล่านางแบบ Blythe ได้สวมเดินบนแคตวอล์กกลางกรุงโตเกียว ทำให้กระแสฮิตตุ๊กตาตัวนี้ฉุดไม่อยู่จริงๆ

FYI หลังจากที่ Gina Garan ได้รับตุ๊กตา Blythe เป็นของขวัญ เธอก็ถ่ายภาพ Blythe เก็บไว้กว่า 100 รูป รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ ?This is Blythe? รวมถึงหนังสือ Firecracker Alternative Book ที่ขายได้กว่า 100,000 เล่ม และจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ที่ทำให้ชื่อของ Gina?s Gallery โด่งดังและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

แต่งหน้าวิ้งๆโดนใจด้วยกากเพชร

  • Posted on December 2, 2011 at 11:29 pm

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้การแต่งหน้าดูโดดเด่นในลุควาวๆนั้นก็คงหนีไม่พ้นการใช้กลิตเตอร์ หรือ เรียกง่ายๆว่า กากเพชร ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในค่ำคืนปาร์ตี้ที่จะทำให้คุณน่าสนใจ ปกติเครื่องสำอางของคุณสาวๆคงจะมีส่วนผสมของชิมเมอร์ ทั้งอายแชโดว์ บรัชออน อยู่แล้ว

เกร็ดดี้คิดว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอถ้าคุณสาวๆอยากจะสวยเจิดจรัสทรามกลางแสงไฟระยิบระยับ ควรเพิ่มกากเพชรเข้าไปในการแต่งหน้าแบบปกติที่เคยแต่ง ทำได้อย่างไรมาดูกันเลย…


- ดวงตาที่สวยถือว่าเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ผู้คนที่พบเจอรู้สึกได้ว่าคุณมีเสน่ห์ การทากลิตเตอร์ควรทาเมื่อแต่งตาด้วยอายแชโดว์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้ใช้เจลกริตเตอร์ทาบางๆแล้วค่อยแตะกากเพชรทับจะทำให้กลิตเตอร์ติดทนนานยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังอย่าทาเยอะเกินไป ถ้าเศษของกลิตเตอร์เข้าไปในตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ อ่อ….อย่าลืมติดขนตาปลอมแบบหนาแน่นด้วยนะคะ
- โหนกแก้ม ส่วนนี้ไม่จำเป็นจะต้องทากากเพชรคะ เพียงแค่คุณนำไฮไลท์มาทาเป็นรูปตัว C ไล่ตั้งแต่โหนกแก้มขึ้นไปบนกึ่งกลางของคิ้ว เพื่อให้ใบหน้าดูมีมิติ
- ริมฝีปาก การเลือกสีบรัชออนและสีลิปสติก ไม่ควรเลือกสีโดดเด่นแย่งซีนดวงตา ควรใช้สีส้มอิฐ ชมพูพาสเทล สีโอโรสหรือสีนู้ด เมื่อทาลิปสติกสีที่ชอบตามด้วยลิปกรอสแล้วใช้กากเพชรแตะบริเวณกึ่งกลางของปากล่างจะทำให้ปากของคุณดูอวบอิ่มขึ้นคะ

กากเพชรทาตัว เดี๋ยวนี้มีแบบครีมออกมาใช้อย่างสะดวกขึ้น ถ้าคุณไม่ชอบความเหนียวของครีมให้ทาทับด้วยแป้งผสมชิมเมอร์ ยิ่งคุณสาวๆชุดที่ใส่เป็นแบบโชว์เนื้อหนังด้วยละก่อนรับรองว่าเกิดแน่นอน แต่ถ้าคุณที่ไม่ได้ใส่ชุดโชว์ผิวทาแค่แป้งที่ผสมชิมเมอร์ก็พอจะได้ดูไม่ตั้งใจมากไปคะ


- เล็บ เมื่อคุณคิดที่จะเด่นทางด้านกากเพชรแล้ว เกร็ดดี้แนะนำให้คุณสาวๆทากากเพชรบริเวณปลายเล็บด้วยจะดูเข้ากันอย่างไม่มีที่ติดีเลยทีเดียวคะ

สำหรับคุณสาวๆที่แต่งหน้าไปทำงานแต่อยากวิบวับบ้าง เกร็ดดี้แนะนำให้เปลี่ยนจากกากเพชรเป็นอายแชโดว์เนื้อชิมเมอร์ที่มีกลิตเตอร์เล็กๆผสมอยู่ก็ดูดีน่ามองแล้วคะ ไว้จะไปปาร์ตี้คริสต์มาสหรือปีใหม่ค่อยจัดเต็มกับกากเพชรกันนะคะ…