You are currently browsing all posts tagged with 'casino online'.
Displaying 1 - 10 of 12 entries.

นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วงล่ะ ?

  • Posted on February 10, 2012 at 2:42 am

นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วงล่ะ ?  รูปที่ 1

 

ในยุคที่ต้องใช้กำลังกายและกำลังสมองทำงานอย่างหนักในระหว่างวัน จนเหนื่อยล้าอ่อนแรงไปตามๆ กันพอตกกลางคืนก็อยากจะรีบเข้านอนเพื่อจะได้พักผ่อนออมแรงไว้เผื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส แต่ที่ไหนได้ ขณะที่นั่งทำงานอยู่ดีๆ แต่เอ๊ะ! ทำไมจึงหาวออกมาเสียงฟอดใหญ่ แล้วรู้สึกเพลียมาก เห็นอะไรต่อมิอะไรที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นหมอนใบนุ่มน่าหนุนไปเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็รีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะอยากมีสุขภาพดีเหมือนคนอื่นๆ ดูบ้าง ตื่นเช้ามาก็ไม่ค่อยจะสดชื่น แถมรู้สึกง่วงมากกว่าเดิมเสียอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าอย่างนั้น เรามาหาคำตอบกันดีกว่า

 

นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วงล่ะ ?  รูปที่ 2

 

อย่าลืม ว่าจิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในขณะที่เรานอนหลับนั้น ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะพักตามไปด้วย การหายใจจะช้าลงอย่างสม่ำเสมอ มีการหลั่งฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในทางกลับกันหากนอนไม่พอ ร่างกายก็จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เกิดอาการเวียน ศรีษะ คิดไม่ออก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอ้วน จากการศึกษาพบว่า การนอนที่เพียงพอทำให้คุณรับประทานอาหารลดลง ลดความอยากรับประทานลงอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพก็อาจจะทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อน และก็ทำให้อยากอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น

- มีเรื่องไม่สบายใจ เครียดกังวล จนทำให้สมองรู้สึกเครียดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

- เกิดลมในช่องท้องมากเกินไป ทำให้การไหลเวียนเลือดต่ำ และรวมถึงมีอาการท้องผูก ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว

- ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea) เป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับมีอันตราย และทำให้เกิดความผิดปกดติอื่นจน ถึงเสียชีวิตได้ พบภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้บ่อยครั้งในคนอ้วน เพศชาย ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคความดันเลือดสูงจะทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาบ่อย ในระหว่างนอนหลับ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เพื่อหายใจ ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้นอน

- ภายในห้องอาจจะมีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เสียงหยดน้ำ เสียงเครื่องปั๊มน้ำ เสียงแอร์ที่ดังเกินไป เสียงพัดลม เสียงเข็มนาฬิกาเดิน เป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจจะแทนกเข้าไปในความรู้สึกและคลื่นสมองของเราระหว่างนอนได้ ทำให้รบกวนการนอน และนอนไม่เต็มอิ่ม

 

มานอนหลับพักกายใจอย่างมีคุณภาพกันเถอะ

- บุหรี่ สุรา ชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ งดและลืมไปได้เลย อย่างน้อยๆ ก็ 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นสมองและทำให้ปัสสาวะบ่อย จนรบกวนการนอนได้ แถมไม่ดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก

- เข้านอน และตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวันจนเคยชิน แรกๆ ก็อาจจะไม่คุ้นเคย แต่รับรองว่าเมื่อบ่อยครั้งเข้าจะชินไปเอง

- จัดระเบียบการใช้ชีวิตให้ดีๆ สะสางปัญหาการงานที่คั่งค้าง และวิธีการแก้ไข เพื่อความสบายใจ และนอนหลับง่าย

- ออกกำลังกายก่อนหน้าที่จะเข้านอน อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น

- จัดห้องนอนให้สะอาดน่านอน ไม่มีแสงรบกวน หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนอยู่เสมอ เอาไปตากแดดจัดๆ ป้องกันไรฝุ่น หาหมองที่พอดีกับต้นคอ เพื่อช่วยให้นอนหลังสนิท ไม่ปวดต้นคอและหลังจะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น

- สวดมนต์ หรือนั่งพักผ่อนสบายๆ สักพักก่อนนอน เพื่อให้สมองคลายกังวลจากเรื่องเครียดๆ อาจจะฟังเพลงเพราะๆ สูดอากาศที่บริสุทธ์ หรือดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบ

- ดื่มน้ำอุ่น หรือนมอุ่นก่อนนอนจะช่วยในการนอนหลับ เพราะกรดอะมิโนทริปโตฟานทำให้ง่วงนอนได้ หลีกเลี่ยงการดูดหรือฟังเรื่องตื่นเต้น น่ากลัว เรพาะจะกระตุ้นให้เราไม่หลับ

อย่าตัดสินใจลาออกจากงานเพราะอารมณ์

  • Posted on January 20, 2012 at 7:59 pm

มนุษย์เงินเดือนหลายคนหมดโอกาส เสียอนาคต เพราะ “อารมณ์ตัวเอง” ที่ตัดสินใจลาออกจากงาน อาจจะเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ อารมณ์ที่เกิดจากความใจร้อน วู่วาม ศักดิ์ศรีเยอะ เมื่อมาคิดได้อีกทีก็สายไปเสียแล้ว ขอให้คิดว่าการลาออกจากงานดีๆสักงานเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก แต่…การหางานดีๆทำสักงานนี่ซิเป็นเรื่องที่ยากมาก

คนทำงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนเก่งๆ มักจะไม่ค่อยบ่น ไม่ค่อยพูด และมักจะเป็นคนเก็บกดควบคู่กันไป แต่คนกลุ่มนี้น่ากลัวตรงที่เวลาระเบิด(อารมณ์)ออกมามักจะรุนแรงกว่าพวกที่ บ่นทุกวัน คนบางคนตัดสินใจลาออกเพราะหัวหน้าตำหนิอย่างรุนแรง คนบางคนลาออกเพราะงานหนักรับไม่ไหว ทำไม่ทัน เกิดความเครียด คนบางคนลาออกเพราะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน คนบางคนลาออกเพราะทำงานบางอย่างผิดพลาด ฯลฯ

อยากจะขอแนะนำว่าการออกจากงานควรจะลาออกเพราะ “เหตุผล” อย่าลาออกเพราะ “อารมณ์”
การลาออกด้วยเหตุผล หมายถึงการวางแผนไว้ว่าเราจะลาออกเมื่อไหร่ เพราะอะไร ที่ทำงานใหม่ดีกว่าที่ทำงานเก่าอย่างไร ถ้าออกไปแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคิดเราจะทำอย่างไรต่อไป ฯลฯ เป็นการลาออกที่เราสามารถตอบคำถามให้กับตัวเองได้ทุกคำถาม
การลาออกด้วยอารมณ์ หมายถึง การลาออกที่เกิดจากการตัดสินใจโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะพูดออกมาในขณะที่กำลังมีอารมณ์โกรธ โมโหหรือเครียด และเมื่อตัดสินใจว่าจะลาออกแล้วค่อยมาคิดในภายหลังว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป คนบางคนอารมณ์ลาออกไปแล้ว แต่ใจจริงยังไม่อยากลาออก แต่เมื่อพูดไปแล้ว ก็ต้องทำตามนั้น ยกเว้นคนบางคนที่โชคดีมีหัวหน้าที่เข้าใจ ก็อาจจะให้กลับไปทบทวนใหม่ แต่ถ้าหัวหน้าเขาก็ไม่ยินดีกับเราอยู่ด้วยแล้วก็เท่ากับเข้าทางของหัวหน้าพอ ดีเลย
การออกจากงานเพราะอารมณ์จะทำให้เราเกิดความเครียดมาก เพราะทุกอย่างจะบีบเรามากไม่ว่าจะเป็นเวลาในการหางาน หรือเรื่องความเสี่ยงในการทำงานที่ใหม่ จึงอยากจะฝากให้คนทำงานทุกคน จงอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่หนักจนทำให้เราท้อเราเหนื่อย ปัญหาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ และอยากจะแนะนำแนวทางการหลีกเลี่ยง

การออกจากงานด้วยอารมณ์ดังนี้
-จงอย่าพูดคำว่า “ลาออก” ในขณะที่โกรธ โมโหหรือเครียดเป็นอันขาด

-จงหยุดพักสัก 1 วัน เมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ของเราไม่นิ่ง ส่วนจะลาป่วย(การเมือง) หรือจะลากิจ ลาพักร้อนก็เลือกเอาเองก็แล้วกันครับ การหยุดพักเปรียบเสมือนรถยนต์ที่วิ่งมาไกล เครื่องร้อนเกินไป หยุดพักเพื่อให้เครื่องเย็นลง แล้วค่อยวิ่งต่อ เพราะถ้าฝีนวิ่งต่อไปอาจจะทำให้เครื่องน๊อคได้

-จงลดความคาดหวัง จงลดการเป็นคนดีที่เราเคยเป็นลงชั่วคราว คนบางคนโดยเฉพาะคนดีที่มีความรับผิดชอบสูง เมื่อเกิดความเครียดสูง ในขณะที่ยังมีระดับความรับผิดชอบต่องานยังสูงอยู่ ยิ่งทำให้เกิดความเครียดมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำว่าให้หยุดเป็นคนดีชั่วคราวไว้ก่อน เช่น งานไหนยังทำไม่เสร็จ ทำไม่ทัน ก็อย่าไปตกไป อย่าไปกังวล ลองปล่อยให้มันไม่ทันไม่เสร็จดูบ้าง เกิดอะไรขึ้นเราจะได้ฝึกรับกับความล้มเหลวบ้าง มิฉะนั้น คนทำงานดีจะยอมรับความผิดพลาดความผิดหวังไม่ได้ และอาจจะกระโดดตึกตายเหมือนเด็กที่เรียนเก่ง เพราะเคยประสบความสำเร็จมาตลอดเมื่อผิดหวัง ทำไม่ได้ตามที่ตัวเองเคยเป็น ก็รับไม่ได้ การลดการเป็นคนดีชั่วคราว เปรียบเสมือนการมีช่องให้ความเครียดได้ระบายออกบ้าง

-ให้ลองไปสมัครงานก่อน แล้วค่อยกลับมาพูดคำว่าลาออก เพราะการไปสมัครงานจะช่วยให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ เพราะในระหว่างเขียนจดหมายสมัครงาน หรือแม้กระทั่งมีบริษัทที่เราสมัครเชิญไปสัมภาษณ์ จะช่วยให้เราหยุดอารมณ์ด้วยเหตุผลได้ เราเริ่มจะคิดแล้วว่าจะไปสัมภาษณ์ดีไหม บริษัทนั้นดีกว่าบริษัทที่เราทำงานอยู่หรือไม่ ฯลฯ

ดังนั้นใครที่กำลังเครียด ขอให้หยุดคิดนิดนึงว่าการลาออกจากงานทำได้ตลอดเวลา แต่การหางานทำไม่ได้ตลอดเวลา ลองคิดดูว่าการลาออกจากงานนั้น ยากหรือง่ายกว่าการหางานใหม่ การทนอยู่กับปัญหาที่มักจะเป็นเรื่องจิตใจนั้นยากหรือง่ายกว่าการตกงานที่ เครียดทั้งใจและกาย(ไม่มีกิน

อึ้ง! ภาพนักเรียน ม.ต้น ถ่ายหวิว ว่อนเน็ต

  • Posted on January 17, 2012 at 10:30 am

MThai News : กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก หลังมีภาพหวิวของนักเรียนสาว ม.ต้น ถูกส่งต่อทั้งในโซเชียลเนตเวิร์ค และมีการนำลิงค์ไปโพสในเว็บบอร์ดต่างๆ มากมาย

โดยภาพดังกล่าวถูกโพสในเฟสบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพของนักเรียนหญิง ม.ต้น 7 คน มีทั้งสวมชุดนักเรียน ชุดพละศึกษา บางคนถอดเสื้อเหลือแค่ชั้นใน ถ่ายรูปบนเตียงในห้องนอน

ซึ่งหลังจากรูปดังกล่าวถูกโพสขึ้น มีคนแชร์ส่งต่อในเฟสบุ๊กกว่า 8,000 คน มีคนกดถูกใจกว่า 37,000 คน และมีคนแสดงความเห็นกว่า 63,000 ความเห็น โดยความเห็นส่วนใหญ่ต่างกล่าวตำหนิการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้บางความเห็นกล่าวว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับเยาวชนไทย”
“เด็กสมัยนี้ทำไมกล้าทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม”
“คิดถึงพ่อแม่บ้าง ก่อนทำอะไร”
“น่าสงสารอนาคตของประเทศ…อารยธรรมอันดีงาม…หมดกัน”

องคมนตรีปลูกต้นกล้าป่าต้นน้ำต้นที่ 984,000

  • Posted on January 7, 2012 at 7:32 pm

นายสามารถ ภู่ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จฯเปิดเขื่อน โรงไฟฟ้า และพระราชทานนามชื่อเขื่อนต่าง ๆ พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของนักวิทยาศาสตร์ ทรงเห็นความสำคัญของการพัฒนาด้านพลังงาน และการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภาวะโลกร้อน อันเนื่องมาจากการตัดไม้ทำลายป่า กฟผ. จึงได้จัดโครงการ “ปลูกต้นกล้า ป่าต้นน้ำ ถวายพ่อ” ขึ้น โดยปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝก และสร้างฝาย ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ เพื่อคืนความสมดุลให้กับผืนดิน และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

โดยปลูกป่า ในพื้นที่ป่าต้นน้ำของเขื่อนที่ได้รับพระราชทานนาม 9 เขื่อน จำนวน 984,000 ต้น ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และเขื่อนลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา ซึ่งเมื่อคิดเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะลดลงภายหลังจากที่ต้นไม้เหล่านี้เจริญเติบโตในระดับหนึ่งได้ไม่น้อยกว่า 36,000 ตัน อันจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากพอสมควรตลอดทั้งปี 2554 ที่ผ่านมา ทาง กฟผ. ได้ดำเนินการปลูกต้นกล้าป่าต้นน้ำครบตามจำนวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากเยาวชนและประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของ กฟผ. ในการร่วมโครงการเป็นอย่างดี

และในวันที่ 29 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา พลอากาศเอกกำธน สินธวานนท์ องคมนตรีได้เข้าร่วมในพิธีปลูกต้นกล้าป่าต้นน้ำ ต้นที่ 984,000 ร่วมกับผู้บริหารของ กฟผ. ณ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งเป็นต้นสุดท้ายของโครงการ.

เริ่มปีหน้า นักเรียนพูดอังกฤษทั้งโรงเรียน สัปดาห์ละวัน

  • Posted on December 28, 2011 at 12:36 am

รมว.ศึกษาธิการ เผยปีหน้า ศธ.จะดำเนินโครงการ English Speaking Year 2012 ส่งเสริมนักเรียนพูดอังกฤษทั้งโรงเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) ครั้งที่ 1/2555 ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ ถึงการดำเนินนโยบายของ ศธ.ในปี 2555 ว่า

ศธ.จะดำเนินโครงการ English Speaking Year 2012 โดยเน้นกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนทุกโรงเรียนในสังกัดของ ศธ.ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมากขึ้น อย่างน้อย 1 วันใน 1 สัปดาห์ ที่จะเป็นวันพูดภาษาอังกฤษทั้งโรงเรียน เนื่องจากภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญในการปูพื้นฐานไปสู่การใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น แท็บเล็ต นอกจากนี้ จะดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนต่อเนื่อง ซึ่งจะเปิดรับสมัครในวันที่ 4 มกราคม 2555 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1 อำเภอ 1 ทุน ตามปกติ โดยรัฐบาลจะดูแลส่งไปยังประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ และอีกส่วนเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ดูแลค่าใช้จ่ายได้เองเข้ามาร่วมโครงการได้ด้วย

กล้วย สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ของหนุ่มสาวแดนซากุระ

  • Posted on December 22, 2011 at 11:14 pm

กล้วย สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ของหนุ่มสาวแดนซากุระ

กล้วย

ใครจะเชื่อว่า การรับประทานกล้วยหอม กลายเป็น
สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม
จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า 


สูตรลดน้ำหนัก
  ที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้ กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ใน  ”กล้วย”  นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่าง วัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ

นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำ เตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผอม สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป”  น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย

วาเลนไทน์

  • Posted on December 10, 2011 at 12:34 am

ตำนานวันแห่งความรัก 14 ก.พ.

.

.
.
เริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ.270 ชาวคริสเตียนผู้หนึ่งนามว่า วาเลนไทน์ ถูกคุมขังเพราะไม่ยอมนับถือเทพเจ้าตามจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมัน โดยวาเลนไทน์ได้นำอาหารไปวางบนประตูบ้านคนยากจน พร้อมกับเปิดตัวว่าเป็นคริสเตียน

ช่วงที่วาเลนไทน์ถูกคุมขังในเรือนจำก็ได้หลงรักลูกสาวของผู้คุมที่ตาบอด วาเลนไทน์ได้อธิษฐานทูลขออำนาจจากพระเจ้าให้รักษาตาของเธอจนหายเป็นปกติ ทำให้ครอบครัวผู้คุมประกาศตนเป็นคริสเตียน เมื่อจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 แห่งโรมทรงทราบ จึงโกรธมากและสั่งให้นำตัวเซนต์ วาเลนไทน์ไปโบยตีและตัดศีรษะ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในค่ำคืนก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ได้ส่งบทกวีแห่งความรักไปให้หญิงสาวในดวงใจ และลงท้ายด้วยถ้อยคำพรรณนานี้ว่า FROM YOUR VALENTINE

ต่อมาในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ทรงรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถัดจากวันที่เซนต์วาเลนไทน์ถูกประหาร 1 วัน ซึ่งถือเป็นวันพิธี ลูเพอร์กาเลีย ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาของโรมันที่เปิด โอกาสให้หนุ่มสาวเลือกคู่กัน จึงให้รวมทั้งสองวันเอาไว้ด้วยกัน เรียกว่า วันวาเลนไทน์ นับแต่นั้นมา เพื่อระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ที่มีความรักและศรัทธาต่อศาสนาที่ตนนับถือ

ตำนานวาเลนไทน์จึงเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมา เชื่อกันว่าในวันวาเลนไทน์ มวลหมู่นกจะพากันจับคู่ บรรดาหนุ่มสาวจะเปิดเผยความในใจซึ่งกันและกัน และแลกเปลี่ยนของที่ระลึกสื่อความรัก ในยามค่ำคืนแห่งการฉลองเทศกาลโดยช่วงสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย สาวๆมักนิยมสวมสร้อยข้อมือ ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความโชคดีในความรัก
โดยเฉพาะถ้าสร้อยข้อมือเหล่านี้ทำเป็นรูป หมู ตะเกียง เกือกม้า และหัวใจ ตราบจนทุกวันนี้ เครื่องรางรูปหัวใจก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ

การให้ของขวัญวันวาเลนไทน์ ก็พัฒนามาเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะยืนด้วยรูปหัวใจ หรือดอกกุหลาบ ช็อกโกแลตที่สื่อถึงความหวานทั้งสิ้น สำหรับคำหวานที่จะบอกรักใครสักคนนั้น กลับไปดูต้นฉบับของนักบุญวาเลนไทน์แล้ว ท่านเขียนไว้ว่า รักคือการยินดีที่ได้เห็นบุคคลที่รักมีความสุข แม้ว่าตนเองจะทุกข์ หรือเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม

.
.

GIFT TO GIVE

.
เทศกาลวันวาเลนไทน์เวียนมาอีกครั้ง กลิ่นอายแห่งความรักและความสุขจึงดูคล้ายอบอวลตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งแน่นอนมาก เมื่อคุณรักใคร รู้สึกดีกับคนนั้น คุณก็อยากมอบของขวัญที่มีค่า มีความหมายให้แก่เขา
.
.
247 ฉบับนี้ พาคุณมารู้จักของขวัญฮิตๆ ติดอันดับท็อปไฟว์ที่คนทั่วโลกนิยมมอบให้แก่กัน
.
.
Top Five Gifts

จะให้ของขวัญแก่คนรักทั้งที ลองมาดูสิว่า โอกาสพิเศษอย่างนี้ คนทั่วโลกเขานิยมให้อะไรกัน
.
.
.

.
กุหลาบ : ราชินีดอกไม้

1 ดอกกุหลาบถูกยกย่องให้เป็นราชินีของดอกไม้ เป็นความงามที่สื่อถึงความสงบและสงครามความรักและการให้อภัย จากตำนานเล่าว่าตั้งแต่สมัยกรีก คลอรีส
เทพธิดาแห่งดอกไม้ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบและยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นก็ได้มีการมอบดอก-กุหลาบแก่ ?อีรอส? บุตรชาย ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก ส่วนในศาสนาคริสต์เชื่อกันว่า ในสมัยที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน พระโลหิตได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอส เกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า กุหลาบมอส

นอกจากนี้ยังมีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ คือราชวงศ์ยอร์ค ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาวและราชวงศ์แลงแคสเตอร์ ใช้กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์
เรียกสงครามนี้ว่าสงครามกุหลาบ ในสมัยต่อมาพวกกุหลาบแดงได้มาแต่งงานกับพวกกุหลาบขาว ปัจจุบัน ดอกกุหลาบได้กลายมาเป็นสิ่งที่นิยมแสดงออกถึงความรัก โดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง ได้รับ ความนิยมสูงสุด อาจเป็นเพราะว่ามันคือดอกไม้ที่โปรดปราน ของเทพีวีนัส เทพีแห่งความรัก อีกทั้งสีแดงเข้มก็แสดงออก
ถึงพลังของความรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสน่หาและความหลงใหล ส่วนดอกกุหลาบสีอื่นๆ ก็มีให้กันบ้าง อย่างสีขาวหมายถึงรักแท้และรักบริสุทธิ์ สีเหลืองแสดงถึงมิตรภาพและความปรารถนาดี สีดำหมายถึงการจากลา และสีชมพูหมายถึงมิตรภาพหรือยอดรัก

FYI ธรรมเนียมการมอบดอกกุหลาบ เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศ อังกฤษ ในสมัยของพระราชินีวิคตอเรีย เมื่อ 150 ปีก่อนและปัจจุบันกุหลาบถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาวอังกฤษ
.
.
.

.
ตุ๊กตาหมีในตำนาน : Teddy Bear

2 ตุ๊กตาหมีน่ารักตัวนี้ มีที่มาจากสองประเทศด้วยกันคือ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา สำหรับเยอรมนีเล่ากันว่า Richard Steiff นักออกแบบของเล่นได้แรงบันดาลใจมาจากหมีในคณะละครสัตว์ ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบจะมีข้อต่อตามจุดต่างๆ จากนั้นเขาได้นำ ตุ๊กตาไปโชว์ในงานแสดงสินค้าแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเลย ในขณะที่เขากำลังเก็บของในวันสุดท้ายของงานแสดงสินค้า ก็มีชาวอเมริกันคนหนึ่งเข้ามาหยิบดูตุ๊กตาหมีของเขาและสั่งซื้อในปริมาณมาก และนี่คือต้นกำเนิดที่ทำให้ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ

ส่วนเรื่องของอเมริกาบอกเล่าว่า ขณะที่ประธานาธิบดี Theodore Teddy Roosevelt ออกล่าสัตว์ ราชองครักษ์ได้จับลูกหมีตัวหนึ่งผูกไว้กับต้นไม้เพื่อมอบให้เขา แต่ประธานาธิบดีกลับปล่อย ลูกหมีตัวนั้นไป ข่าวนี้ดังไปทั่ว Clifford Berryman นักเขียนการ์ตูนการเมือง ได้นำเรื่องนี้ไปเขียน และการ์ตูนนี้ก็ไป จุดประกายความคิดของ Morris Michtom ให้ออกแบบผลิตตุ๊กตาหมีที่มีข้อต่อ เขาจำหน่ายพร้อมโชว์ภาพการ์ตูนที่เขียนโดย Clifford Berryman และป้ายแสดงข้อความว่า Teddy s Bear ปรากฏว่า ตุ๊กตาหมีขายดีมาก จากนั้นเพียงปีเดียว Morris Michtom ได้ปิดร้านของเขาและจัดตั้งบริษัท Ideal Novelty and Toy ขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับยักษ์ใหญ่ทางด้านของเล่นของโลกในปัจจุบัน

FYI ปีพ.ศ. 2447 เท็ดดี้แบร์ กลายเป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของประธานา-ธิบดีรูสเวลต์ และในปี พ.ศ. 2450 นอกจากคำว่า ?เท็ดดี แบร์? จะได้รับการบัญญัติไว้ในพจนา- นุกรมเป็นครั้งแรกแล้ว มันยังถูกขายได้ถึง 974,000 ตัว
.


.

.
หวานถูกใจเคลือบช็อกโกแลต

3 ต้นตำนานความหวานนี้ เริ่มเมื่อประมาณ 3000 ปีมาแล้ว โดยคนพื้นเมืองของเผ่ามายาในอเมริกากลางเป็นกลุ่มแรกที่นำเอาเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่ม
ต่อมาเมล็ดโกโก้จึงแพร่ไปยังเม็กซิโก โดยทำเป็นเครื่องดื่มเรียกว่าช็อกโกลาตส์ ปี ค.ศ. 1519 จักรพรรดิ Montezuma II และชาว Aztecs ในเม็กซิโก คิดว่า Hernando Cortez นักสำรวจชาวสเปนที่เข้าไปในเม็กซิโก เป็นพระเจ้าจากทะเลจึงต้อนรับด้วยเครื่องดื่มคาคาฮอดทัลหรือช็อกโกลาตส์นี้แก่เขา หลังจากที่ได้ชิมเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดโกโก้ Cortez ได้จดจำวิธีการที่นำเอาเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มของชาวแอซเทค เมื่อเขากลับไปยังสเปนได้นำเอาเมล็ดโกโก้ไปปลูกด้วย ต่อมาคนสเปนได้นำเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่ม เติมน้ำตาล วานิลลา และอบเชยลงไปทำให้มีกลิ่นและรสดีเรียกว่า ช็อกโกลาตส์ ต่อมาเครื่องดื่มรสประหลาดก็ได้แพร่หลายเข้าไปใน ประเทศอื่นๆ ในยุโรป และเมื่อไปถึงอังกฤษชื่อของ ช็อกโกลาตส์ก็เพี้ยนไปเป็น ช็อกโกแลตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

FYI คนเรามักจะให้ช็อกโก- แลตเป็นของขวัญ เพราะนอกจากรสชาติหวานอร่อยแล้ว ในช็อกโกแลตยังมีสารกาเฟอีน Theobro- mine และ Phenethyla- mine ซึ่งส่งผลต่อสมองทำให้เกิดความสุขขึ้น ดังนั้นการให้ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนการให้ ความสุข นั่นเอง
.
.
.

.
DIY สไตล์โครเชต์

4 การถักโครเชต์นับว่าเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่เกิดจากความประณีตพิถีพิถัน เรียงร้อยเส้นด้ายจนเป็นผลงานที่สวยงามน่าใช้ การมอบของชิ้นนี้ให้ใคร ถ้าคนให้ทำเอง คนรับยิ่งรู้สึกดี ตอนนี้มารู้จักโครเชต์กัน Crochet เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ?ตะขอ? ซึ่งคาดกันว่าการถักไหมพรมน่าจะมีมา ตั้งแต่โบราณในเมืองจีน อาระเบียหรืออเมริกาใต้ ด้วยการนำด้าย ไหม ขนสัตว์มาถักเป็นห่วงโซ่ร้อยต่อกันจนเป็นผืนผ้า ลวดลายงดงาม และได้รับความนิยมในยุโรปราว ค.ศ. 1800 สมัยแรกมนุษย์ใช้เพียงนิ้วชี้งอเป็นรูปตะขอถักเส้นไหม จึงไม่มีหลักฐานเป็นเครื่องมือมาให้คนรุ่นหลังได้เห็น ภายหลังมีการพัฒนาเครื่องมือโครเชต์แทนนิ้วจากงาช้าง ทองเหลืองหรือไม้เนื้อแข็ง โครเชต์ในยุคแรกเริ่มเป็นงานกลุ่มแม่บ้าน ต่อมาเมื่อพระราชินีวิคตอเรียทรงโปรดไอริชโครเชต์ ถึงขนาดลงมือถักด้วยพระองค์เอง ชนชั้นกลางในสมัยนั้นจึงเริ่มหันมาซื้อผลิตภัณฑ์โครเชต์จากกลุ่มแม่บ้านด้วยเช่นกัน

FYI DIY (Do it yourself) หรือสิ่งที่ทำด้วยตัวเอง เริ่มขึ้นในช่วงศตวรรษ ที่ 19 มีผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่โรงงานสามารถผลิตสินค้าโรงงานได้ทีละมากๆ ส่งผลต่องานหัตถกรรมของชาวบ้าน William Morris นักออกแบบชาวอังกฤษผู้ต่อต้าน การปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงได้ก่อตั้งบริษัท Arts & Crafts Movement
ผลิตงาน Decorative Arts เช่น ลายผ้า วอลเปเปอร์ หลังจากพบว่าคนนิยมงานหัตถกรรมน้อยลง
.
.
.
.

.
ตุ๊กตาไบลท์ Blythe is Bright
5 ยอดฮิตสำหรับยุคนี้ เห็นทีจะหนีไม่พ้น ตุ๊กตา Blythe ตุ๊กตาวินเทจสัญชาติอเมริกัน ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1972 มีจุดเด่นตรงที่เมื่อดึงห่วงหลังศีรษะตุ๊กตาแล้วตาของเขาจะเปลี่ยนสีได้ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ เพราะน่ากลัวเกินไป จนต้อง ปิดตัวลงหลังจากออกวางขายในตลาดได้แค่เพียง? 1 ปี แต่อีก 30 ปีต่อมา หลังจากที่บริษัท Takara ประเทศญี่ปุ่นได้รับลิขสิทธิ์ผลิตตุ๊กตาต่อ และ Blythe ได้กลายเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับห้างสรรพสินค้า เพียงชั่วข้ามคืน Blythe ก็เป็นตุ๊กตายอดนิยมบนเว็บ eBAY ราคาประมูล พุ่งขึ้นสูงจากเดิม 35$ เป็น 350$ รวมถึงเว็บประมูลของ Yahoo ขายหมดสต็อกถึง 4 ครั้ง? ในแวดวงแฟชั่น ยังมีการรวมดีไซเนอร์ของ ห้องเสื้อแบรนด์เนมจากทุกมุมโลกอย่าง John Galliano, Prada, Gucci, Vivienne Westwood, Issey Miyake, Versace, ฯลฯ มาร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าตัวจิ๋วให้กับเหล่านางแบบ Blythe ได้สวมเดินบนแคตวอล์กกลางกรุงโตเกียว ทำให้กระแสฮิตตุ๊กตาตัวนี้ฉุดไม่อยู่จริงๆ

FYI หลังจากที่ Gina Garan ได้รับตุ๊กตา Blythe เป็นของขวัญ เธอก็ถ่ายภาพ Blythe เก็บไว้กว่า 100 รูป รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ ?This is Blythe? รวมถึงหนังสือ Firecracker Alternative Book ที่ขายได้กว่า 100,000 เล่ม และจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ที่ทำให้ชื่อของ Gina?s Gallery โด่งดังและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ตามขั้นตอนเป๊ะ! บุรีรัมย์เอฟซีขึ้นชั้นเตรียมการใหญ่ ชื่อใหม่ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด”

  • Posted on December 6, 2011 at 1:44 am

นับว่าเป็นไปตามขั้นตอนและมุมมองของ “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ของสโมสรบุรีรัมย์ เอฟซี ที่มีเป้าหมายหลักในการพานักรบลาวาเพลิงขึ้นไปตะลุยยังลีกสูงสุดของประเทศ พร้อมทำให้ทีมนี้เป็นทีมหลักของพี่น้องชาวบุรีรัมย์อีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้ทาง “บิ๊กเน” ก็ออกมาประกาศเจตนารมย์ชัดเจนของการทำทีมและทิศทางของสโมสรในปีหน้า โดยจะแยกทางกับการไฟฟ้าแล้วมาปั้นบุรีรัมย์ เอฟซี ในนามใหม่ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” จากนั้นก็ถึงคิวของ “ซ้อต่าย-กรุณา ชิดชอบ” ออกมาลาออกจากการนั่งแท่นเป็นประธานสโมสรบุรีรัมย์ เอฟซี โดยให้เหตุผลถึงการมีภารกิจส่วนตัวและเกิดข้อจำกัดในเรื่องเวลา จนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ต่อด้วยการจดทะเบียนสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นนิติบุคคลชื่อใหม่ ที่จะใช้ทำการแข่งขันในปีหน้า ซึ่งก็ดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในวันเสาร์ที่ผ่านมา บุรีรัมย์ เอฟซี มีคิวเตะนัดที่ 29 กับทีม “ช้างศึกยุตถหัตถี-สุพรรณบุรี เอฟซี” อันดับ 10 ของตารางที่หมดลุ้นขึ้นชั้นไปแล้ว ในขณะที่ บุรีรัมย์ เอฟซี เป็นจ่าฝูง เตะ 28 นัด มี 67 คะแนน ซึ่งในนัดนี้ถ้า บุรีรัมย์ เอฟซี เข้าวินด้วยการออกมาชนะสุพรรณบุรีฯก็จะมี 70 แต้ม ติด 1 ใน 3 เป็นที่แน่นอนแบบไม่มีใครไล่ทัน พร้อมคว้าตั๋วใบแรก ขึ้นไปโบยบินใน “สปอนเซอร์ไทยพรีเมียร์ลีก” ฤดูกาลหน้าอย่างสวยสดงดงาม รูปเกมเหมือนจะจบด้วยผลเสมอกันไป 0-0 แต่ท้ายเกมทัพนักรบลาวาเพลิงก็ทำได้สำเร็จ กระทุ้ง 2 ตุงรวด จากลูกฟรีคิกของจิรวัฒน์ มัครมย์ และปิดสกอร์อย่างสวยหรูจากลูกหลุดเดี่ยวของ สุริยา ดอมไธสง นักเตะเชื้อสายบุรีรัมย์ สิ้นเสียงนกหวีดยาว บุรีรัมย์ เอฟซี บุกมาเอาชนะสุพรรณบุรีฯคาบ้าน 2-0 เก็บ 3 แต้มสำคัญ พร้อมรับสิทธิ์ขึ้นชั้นเป็นที่เรียบร้อย

และนี่คือเส้นทางที่สวยหรูของบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ต้องบอกว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบก็ไม่ปาน เพราะไร้ซึ่งอุปสรรคขัดขวาง และคำครหาใดๆทั้งสิ้น อนาคตอันใกล้ในลีกสูงสุดก็ถูกวางไว้อย่างลงตัวทีกองกำลังสนับสนุนพร้อมสรรพในทุกด้านทั้งกำลังทรัพย์ ตัวผู้เล่น กลุ่มกองเชียร์ สนามแข่งขันรวมไปถึงบารมีของทีม ขั้นตอนต่อไปก็คงเป็นเรื่องของการวางแผนตัวผู้เล่นและทีมบริหารเท่านั้น สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ “บุรีรัมย์” ก็คงเป็นมุมมองในมิติใหม่ๆให้กับวงการลูกหนังไทย และยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทยไปพร้อมๆกัน

กู้หน้า!ไทย ติดโผ1-5แข้งซีเกมส์ฟอร์มเยี่ยมเว็ปลูกหนังโลก

  • Posted on November 26, 2011 at 6:34 pm

คอลัมนิสต์แห่งเว็บไซต์โกล ดอด คอม เว็บลูกหนังชื่อดังระดับโลก  เขียนบทความยกย่องนักเตะไทยชุดซีเกมส์ 2011 (อินโดนีเซียเกมส์)  ณธฤษภ์ ธรรมรสโสภณ มิดฟิลด์ริมเส้น ‘มังกรไฟ’ บีอีซี เทโรศาสน ว่าเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดให้กับทีมฟุตบอลทีมชาติไทย แม้จะตกรอบแรกก็ตาม

เมื่อมีชื่อติดเข้าไปอยู่ในการ จัดอันดับ 5 นักเตะผลงานยอดเยี่ยมในซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ร่วมกับนักเตะอีก 4 ราย อาทิ   พาทริช วางไก หัวหอกอินโดนีเซียวัย 23 ปี ที่คอลัมนิสต์โกล ยกให้เป็น อเนลก้าอินโดนีเซีย

พาม ธานห์ ลวง มิดฟิลด์เท้าซ้ายของเวียดนาม, คยอ คู คู หัวหอกของพม่า และ ไครูล ฟาห์มี เช มาต ผู้รักษาประตู มาเลเซีย

ทั้งนี้ เหตุผลที่ได้รับการยกย่องครั้งนี้ทางเจ้าของบทความบทความวิเคราะห์ว่า ณธฤษภ์ (เบอร์ 14)เป็นนักเตะที่ยิงประตูได้ดี แม่นยำและโดดเด่นในแผงมิดฟิลด์สามารถพาบอลไปกับตัวได้ดี.

นิพิฏฐ์ ชงกรรมการสิทธิ์ ฟันรัฐบาลไม่รับผิดชอบ ปชช.ถูกไฟช็อตตาย

  • Posted on November 18, 2011 at 11:44 pm

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาสอบสวนเหตุที่ประชาชนถูกไฟฟ้าดูดมากกว่า 50 คนในเหตุการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก โดยรัฐบาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไม่ได้มีมาตรการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนแต่อย่างใด

อีกทั้งหลังเกิดเหตุแล้วก็ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และทายาทหรือครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ไม่ทราบถึงสิทธิของตน ทำให้ไม่ได้รับการเยียวยาบรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดโดยรัฐ ซึ่งรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากรัฐเป็นผู้ควบคุมไฟฟ้า และตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งอันตรายโดยสภาพ เพราะฉะนั้นผู้ที่ควบคุมต้องระมัดระวัง
แต่ในขณะนี้ประชาชนยังไม่ทราบว่าสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งตนอยากจะเรียกร้องไปถึงอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ศึกษาเรื่องนี้ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะคดีความเช่นนี้สามารถฟ้องร้องได้ ถ้ารัฐบาลไม่จ่ายเงินเยียวยาให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาสอบสวนเหตุที่ประชาชนถูกไฟฟ้าดูดมากกว่า 50 คนในเหตุการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก โดยรัฐบาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ไม่ได้มีมาตรการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนแต่อย่างใด

อีกทั้งหลังเกิดเหตุแล้วก็ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและทายาทหรือครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ไม่ทราบถึงสิทธิของตน ทำให้ไม่ได้รับการเยียวยาบรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด

ทั้งนี้นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดโดยรัฐ ซึ่งรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากรัฐเป็นผู้ควบคุมไฟฟ้า และตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อันตรายโดยสภาพ เพราะฉะนั้นผู้ที่ควบคุมต้องระมัดระวัง แต่ในขณะนี้ประชาชนยังไม่ทราบว่าสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งตนอยากจะเรียกร้องไปถึงอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ศึกษาเรื่องนี้ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะคดีความเช่นนี้สามารถฟ้องร้องได้ถ้ารัฐบาลไม่จ่ายเงินเยียวยาให้