สาว ๆ ทั้งหลายได้เห็นหัวข้อนี้แล้วคงจะตาลุกวาว อยากจะรู้วิธีกำจัดอาการต่าง ๆ ในช่วงก่อนและช่วงนั้นของเดือน เรื่องนี้ใครไม่ใช่ผู้หญิงคงไม่รู้หรอกว่า มันทรมานหัวอกลูกผู้หญิงแค่ไหน ลองมาดูกันดีกว่าว่า จะรับมือกับช่วงนั้น ของเดือนได้อย่างไร 1. จำวันนั้นของเดือนให้แม่น ขั้นแรกต้องกากบาทไว้ในปฏิทินเลยว่า ช่วงนั้นของเดือนคือวันที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ จะได้เตรียมมือได้ถูก 2. บรรเทาอาการช่วงก่อนวันนั้นของเดือน เช่น อาการคลื่นไส้ เจ็บหน้าอก ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้องน้อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ตะคริว ฯลฯ ตลอดจนรักษาปริมาณน้ำในร่างกาย ด้วยการกินอาหารที่มีวิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม และแมกนีเซียม และถ้าช่วงนั้นของเดือนต้องสูญเสียเลือดมาก ต้องเพิ่มธาตุเหล็กเข้าไปด้วย 3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีน ซึ่งมีส่วนทำให้หน้าอกคัดตึง ปวดศีรษะ และอารมณ์หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น 4. ฝึกโยคะ เพราะจะช่วยลดการปวดศีรษะ ตะคริว และโรคนอนไม่หลับ ลดอาการเกร็งของแผ่นหลัง ท้องน้อย และต้นคอ หรือหมุนและนวดข้อเท้าไปรอบ ก็ช่วยลดการเป็นตะคริวได้ 5. กินอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่กินบ่อย ๆ จะช่วยลดอาการอึดอัดช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกายและการปวดศีรษะ 6. กินอาหารมีเส้นใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียน้ำในร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนม เนย เนื้อสัตว์ เพราะไขมันจะเป็นตัวก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดและควรกินพวกธัญพืช ผักใบเขียว และน้ำมันปลา จะช่วยป้องกันความอ่อนเล้าได้
6 วิธี รับมือช่วงนั้นของเดือน
“ชา” ช่วยย่อย กับ 4 ตัวเลือก

.คุณสาวๆ หลายคนมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพในช่องท้องกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว หรือแม้กระทั่งอาหารไม่ย่อย อาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนค่ะ แต่ก็สามารถหายได้ ด้วยสมุนไพรที่คุณหลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีค่ะ
…..
ชาขิงสด ให้คุณสาวๆ ลองใช้ขิงสดบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ นำไปชงกับน้ำต้มเดือดๆ ทิ้งไว้สัก 5 – 10 นาที จากนั้นกรอกเอากากออก ทิ้งไว้ให้เย็น จิบหลังอาหารนะคะ เพื่อเป็นการกระตุ้นการย่อยและป้องกันไม่ให้อาหารนั้น เข้าไปตกค้างที่ลำไส้ หากเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การหมักหมม และเกิดแก๊สที่นำไปสู่อาการท้องอืดได้ค่ะ
…..
ชาสะระแหน่ ไม่ว่าจะเป็นสะระแหน่ไทยที่มีใบทรงกลม หรือสะระแหน่เทศใบยาวรี ทั้งคู่นี้ต่างก็มีสรรพคุณที่ช่วยในการดับร้อนและขับลมได้ค่ะ และสารจำพวกเมนทอลที่มีอยู่ในน้ำมันหอมระเหยของใบสะระแหน่ จะช่วยให้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อหายไปได้ค่ะ วิธีการทำก็ง่ายๆ ค่ะ ลองใช้ใบสะระแหน่สดๆ หรือแบบตากแห้งบดระเอียด 1-2 ช้อนชากับน้ำเดือด แล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำ คุณสาวๆ ควรจะดื่มวันนึงซัก 3-4 ครั้งค่ะ อ๊ะอ๊ะ…!!! ชาประเภทนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน (GERD) เพราะสารบางอย่างที่อยู่ในใบสะระแหน่นี้ จะจะยิ่งเข้าไปช่วยกระตุ้น ทำให้อาการของโรคนี้กำเริบได้ค่ะ
…..
ชาเมล็ดยี่หร่า ยี่หร่า เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติ ในการช่วยขับของเสีย ช่วยในเรื่องของอาการเบื่ออาหารได้ค่ะ เพราะน้ำมันหอมระเหยของเมล็ดยี่หร่านี้จะช่วยลดแก๊ส ช่วยระงับการหดเกร็งของลำไส้ อีกทั้งยังเป้นการช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย มาดูวิธีชงชาเมล็ดยี่หร่ากันค่ะ ใช้เมล็ดยี่หร่า 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว จิบหลังอาหารเป็นประจำ หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นการเคี้ยวแทนก็ได้นะคะ
…..
ชาเมล็ดกระวาน คุณสาวๆ รู้มั้ยคะว่า น้ำมันหอมระเหยในเมล็ดกระวานมีสารประกอบจำพวก Camphor และ Pinene มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา ลดการบีบตัวของลำไล้และยังช่วยในเรื่องของการขับลมด้วยล่ะค่ะ ใช้เมล็ดกระวาน 1 ช้อนชาและน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว ทิ้งไว้นานถึง 10 นาที ดื่มระหว่างมื้ออาหาร หรือคุณอาจนำมาบดละเอียด นำมาชงกับน้ำดื่มสะอาด ก่อนที่คุณจะน้ำมันมาชงกับน้ำอุ่นได้เลยล่ะค่ะ
.
“สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางให้คุณสาวๆ รู้สึกสบายตัวอีกครั้ง จากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อค่ะ”
เคล็ดลับเด็ด ถนอมสายตา สาวไซเบอร์

.คุณสาวๆ เป็นกันบ้างมั้นคะ กับอาการ เมื่อยตา ดวงตาอ่อนล้า เนื่องจากจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือมากเกินไป วันนี้ ขอแนะนำ วิธีที่จะช่วยให้ดวงตาของคุณ
![]()
…..
หน้าจอคอมพิวเตอร์ คุณควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ทำได้โดยลองปิดสวิตช์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว
…..
แสงและความคมชัด คุณควรให้ความสำคัญกับเรื่องของ แสงและความคมชัดด้วย ควรปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมทั้งความสว่างภายในที่ทำงาน การปิดไฟดวงที่สะท้อนจ้าลงบนจอคอมพิวเตอร์ หากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพมีความสว่างมาก ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง
…..
ตำแหน่งของจอภาพ อันนี้สำคัญนะคะ หน้าจอของคุณ ควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา หากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่ายมากเลยล่ะค่ะ
…..
แผ่นกรองรังสี มีไว้ช่วยได้มากเลยทีเดียวค่ะ ควรจะมีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้ค่ะ
…..
รักษาความสะอาด การทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยนะคะ คุณควรจะมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนมากขึ้นยิ่งขึ้นค่ะ
…..
หยุดพัก จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้า จากการจ้องจอคอมพิวเตอร์ได้นะคะ แนะนำให้คุณหยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาทีทุกๆ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเป็นไปได้ยาก women.mthai ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ด้วยการพักสายตาบ่อยๆ ครั้งละ 5-10 นาที ทำห่างกันประมาณ 1 ครั้งต่อชั่งโมง วิธีนี้ก็จะช่วยถนอมสายตาของคุได้นะคะ
…..
ผ้าหมาดๆ ถ้าหากว่า คุณเกิดอาการเมื่อยดวงตาเอามากๆ ลองใช้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้นก็คือ “ปิดไฟ” นอนพักสักครู่ค่ะ
…..
คอนแทคเลนส์ หลายคนมีปัญหามากเลยล่ะค่ะ อาการตาแห้งเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง เพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ก็มักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ด้วย เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง ดวงตาของคุณก็แห้งตามไปด้วยค่ะ การใช้น้ำตาเทียมหยอดบ่อยจะช่วยได้นะคะ
…..
กระพริบตาบ่อยๆ คุณควรกะพริบตาให้บ่อยครั้งกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มากเลยล่ะค่ะ ลองดูสิคะ
…..
เช็คสุขภาพตา สำหรับคนที่สวมใส่ “คอนแทคเลนส์” และยังคงใช้คอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ คุณควรไปเช็คสุขภาพตาบ้างนะคะ
![]()
…..นอกจากวิธีที่แนะนำไปข้างต้นแล้ว การดื่มน้ำมากๆ บวกกับ การนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นวิธีถนอมสายตาที่ดีที่สุดค่ะ
ผิวบาง สัญญาณอันตรายที่นำไปสู่ปัญหาผิวไม่รู้จบ
.เชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายคนมีปัญหาผิว เช่น แสบ แดง คันหรือเป็นผื่นเมื่อถูกแดด หรือบางรายอาจมีฝ้า กระ จุดด่างดำ เกิดขึ้นทั้งที่อายุยังน้อย คุณทราบหรือไม่ว่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าคุณมีแนวโน้มผิวบาง และอีกไม่นานหากปลอยทิ้งไว้คุณจะพบกับปัญหาผิวที่ยากจะแก้ไข
แล้วคุณรู้หรือไม่ “ผิวบาง” คืออะไร
…..ปัญหาผิวบางเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ หากพูดถึงผิวบางจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งแล้ว จะขอกล่าวถึงปัจจัยนอก
ปัจจัยภายนอก คือ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดผิวบาง
…..ผู้หญิงทุกคนอยากมีผิวหน้ากระจ่างใสแต่ลืมคิดไปว่าผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่ใช้อยู่ทำให้ผิวกระจ่างใสจริงและปลอดภัยหรือไม่ คุณหรือเพื่อนๆข้างกายหลายคน คงเคยพบปัญหาการใช้ไวเทนนิ่งแล้วผิวขาวขึ้นอย่างทันใจ ใครหลายๆคนก็ทักว่าคุณมีหน้าขาวใสขึ้นในช่วงแรก แต่…ไม่นานผิวกลับคล้ำเสียกว่าเดิมซ้ำยังเกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำอีกด้วย
คุณรู้หรือไม่…เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของคุณ

ผิวบาง เมื่อถูกแดดจะมีอาการแดง แสบ หรือ คัน
อาจมีผื่นบริเวณที่โดดแดด
…..การที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเพราะมีสารที่เป็นอันตรายอันตรายต่อผิว เนื่องจากมีส่วนผสมของสารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ สารเหล่านี้ช่วยให้หน้าขาวขึ้นจริงในตอนแรกสุดท้ายกลับทำลายผิวหน้าและก่อปัญหาทิ้งไว้อีกด้วย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เข้าไปเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้การผลัดเซลล์ผิวบริเวณหนังกำพร้าหลุดลอกเร็วและมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ผิวบางลง ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายและนำไปสู่ปัญหา ผิวไวต่อแสงแดด ซึ่งเมื่อออกแดดจะทำให้เกิด อาการแดง แสบ คันหรือมีผื่น โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม และเมื่อ ผิวบางและไวต่อแดดปัญหาที่จะพบต่อมาคือ ฝ้า กระ จุดด่างดำ คล้ำเสียสะสม มากยิ่งขึ้น
ดูแลผิวอย่างไรหากคุณเป็นคนผิวบาง
…..ทุกๆครั้งของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่ง คุณควรแน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผิวบาง เช่น กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) เพราะสารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวได้ง่าย เร่งการผลัดเซลล์ผิวบริเวณหนังกำพร้ามากกว่าปกติ ทำให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ผิวจึงบางลง ถ้าเริ่มมีจุดด่างดำ กระ ฝ้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มไวเทนนนิ่ง ที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวได้ง่าย ปลอดสารทำให้ผิวบาง และไม่เร่งการผลัดเซลล์ผิวมากกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นปัญหาจุดด่างดำ ผิวคล้ำเสียสะสมจะรุนแรงขึ้นและคล้ำเสียกว่าเดิม
การหลุดลอกเซลล์ผิวที่สมดุล
การหลุดลอกของเซลล์ผิวที่มากกว่าปกติ
ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาผิวบาง
…..คุณควรแน่ใจว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่คุณใช้ผ่านการทดสอบทางคลีนิกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากสถาบันการวิจัยที่น่าเชื่อถือและทดสอบแล้วว่าได้ผลจริงเหมาะสมกับสภาพผิวนอกจากนี้ต้องตรวจสอบแล้วว่า ส่วนผสมเป็นสารที่ปลอดภัยไร้สารทำให้ผิวบาง ซึ่งสารที่ปลอดภัยได้แก่
สารสกัดจากธรรมชาติที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวและสามารถทำงานร่วมกับผิวได้ดี ทั้งนี้ต้องได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อผิวและไร้สารทำให้ผิวบาง
สารที่ได้รับการยอมรับหรือใช้ในการรักษาผิวพรรณโดยแพทย์ผิวหนัง
สารที่ทำงานร่วมกับผิวเสมือนเป็นแหล่งอาหารหรือพลังงานให้ผิวทำงานตามกระบวนการธรรมชาติได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สารที่ปลอดภัยและเป็นสารอาหารสำคัญต่อผิว เช่น สารอะไรบ้าง
เช่น Licochachone, Panthenol (vitamin B5), Vitamin E Acetate, Ubiquinone, Octadecenedioic Acid เป็นต้น โดยผ่านการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้จึงให้ประสิทธิภาพในการบำรุงและเติมสารอาหารให้กับผิว มีประสิทธิภาพยาวนานและปลอดภัย
Continue reading ผิวบาง สัญญาณอันตรายที่นำไปสู่ปัญหาผิวไม่รู้จบ »
เกร็ดความรู้ อันตราย จากการไม่รับประทานอาหารเช้า

การไม่รับประทานอาหารเช้า เป็นเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ทราบไหมว่า อาหารมื้อเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะร่างการต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. เนื่อง จากช่วงเวลานี้สมองของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง
ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอหรือส่งไปได้น้อยแล้วล่ะก็ จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้
- ผม ร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดศีรษะ ปวดหู ปวดกระบอกตา ปวดข้อเท้า
- กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น เป็นไซนัส หรือ วิตกกังวล
- โดยอาการเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ จนเป็นสาเหตุไปสู่อาการสมองเสื่อมต่อไปในอนาคต
อย่าลืมรับประทานอาหารเป็นประจำอยู่เสมอนะคะ
Continue reading เกร็ดความรู้ อันตราย จากการไม่รับประทานอาหารเช้า »