You are currently browsing the archives for November 2011.
Displaying 1 - 10 of 37 entries.

6 วิธี รับมือช่วงนั้นของเดือน

  • Posted on November 30, 2011 at 5:26 pm

ปวดท้อง สาว ๆ ทั้งหลายได้เห็นหัวข้อนี้แล้วคงจะตาลุกวาว อยากจะรู้วิธีกำจัดอาการต่าง ๆ ในช่วงก่อนและช่วงนั้นของเดือน เรื่องนี้ใครไม่ใช่ผู้หญิงคงไม่รู้หรอกว่า มันทรมานหัวอกลูกผู้หญิงแค่ไหน ลองมาดูกันดีกว่าว่า จะรับมือกับช่วงนั้น ของเดือนได้อย่างไร 1. จำวันนั้นของเดือนให้แม่น ขั้นแรกต้องกากบาทไว้ในปฏิทินเลยว่า ช่วงนั้นของเดือนคือวันที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ จะได้เตรียมมือได้ถูก 2. บรรเทาอาการช่วงก่อนวันนั้นของเดือน เช่น อาการคลื่นไส้ เจ็บหน้าอก ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้องน้อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ตะคริว ฯลฯ ตลอดจนรักษาปริมาณน้ำในร่างกาย ด้วยการกินอาหารที่มีวิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม และแมกนีเซียม และถ้าช่วงนั้นของเดือนต้องสูญเสียเลือดมาก ต้องเพิ่มธาตุเหล็กเข้าไปด้วย 3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีน ซึ่งมีส่วนทำให้หน้าอกคัดตึง ปวดศีรษะ และอารมณ์หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น 4. ฝึกโยคะ เพราะจะช่วยลดการปวดศีรษะ ตะคริว และโรคนอนไม่หลับ ลดอาการเกร็งของแผ่นหลัง ท้องน้อย และต้นคอ หรือหมุนและนวดข้อเท้าไปรอบ ก็ช่วยลดการเป็นตะคริวได้ 5. กินอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่กินบ่อย ๆ จะช่วยลดอาการอึดอัดช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกายและการปวดศีรษะ 6. กินอาหารมีเส้นใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียน้ำในร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนม เนย เนื้อสัตว์ เพราะไขมันจะเป็นตัวก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดและควรกินพวกธัญพืช ผักใบเขียว และน้ำมันปลา จะช่วยป้องกันความอ่อนเล้าได้

“ชา” ช่วยย่อย กับ 4 ตัวเลือก

  • Posted on November 30, 2011 at 5:17 pm

.คุณสาวๆ หลายคนมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพในช่องท้องกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว หรือแม้กระทั่งอาหารไม่ย่อย อาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนค่ะ แต่ก็สามารถหายได้ ด้วยสมุนไพรที่คุณหลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีค่ะ

….. ชาขิงสด ให้คุณสาวๆ ลองใช้ขิงสดบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ นำไปชงกับน้ำต้มเดือดๆ ทิ้งไว้สัก 5 – 10 นาที จากนั้นกรอกเอากากออก ทิ้งไว้ให้เย็น จิบหลังอาหารนะคะ เพื่อเป็นการกระตุ้นการย่อยและป้องกันไม่ให้อาหารนั้น เข้าไปตกค้างที่ลำไส้ หากเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การหมักหมม และเกิดแก๊สที่นำไปสู่อาการท้องอืดได้ค่ะ

….. ชาสะระแหน่ ไม่ว่าจะเป็นสะระแหน่ไทยที่มีใบทรงกลม หรือสะระแหน่เทศใบยาวรี ทั้งคู่นี้ต่างก็มีสรรพคุณที่ช่วยในการดับร้อนและขับลมได้ค่ะ และสารจำพวกเมนทอลที่มีอยู่ในน้ำมันหอมระเหยของใบสะระแหน่ จะช่วยให้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อหายไปได้ค่ะ วิธีการทำก็ง่ายๆ ค่ะ ลองใช้ใบสะระแหน่สดๆ หรือแบบตากแห้งบดระเอียด 1-2 ช้อนชากับน้ำเดือด แล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำ คุณสาวๆ ควรจะดื่มวันนึงซัก 3-4 ครั้งค่ะ อ๊ะอ๊ะ…!!! ชาประเภทนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน (GERD) เพราะสารบางอย่างที่อยู่ในใบสะระแหน่นี้ จะจะยิ่งเข้าไปช่วยกระตุ้น ทำให้อาการของโรคนี้กำเริบได้ค่ะ

….. ชาเมล็ดยี่หร่า ยี่หร่า เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติ ในการช่วยขับของเสีย ช่วยในเรื่องของอาการเบื่ออาหารได้ค่ะ เพราะน้ำมันหอมระเหยของเมล็ดยี่หร่านี้จะช่วยลดแก๊ส ช่วยระงับการหดเกร็งของลำไส้ อีกทั้งยังเป้นการช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย มาดูวิธีชงชาเมล็ดยี่หร่ากันค่ะ ใช้เมล็ดยี่หร่า 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว จิบหลังอาหารเป็นประจำ หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นการเคี้ยวแทนก็ได้นะคะ

….. ชาเมล็ดกระวาน คุณสาวๆ รู้มั้ยคะว่า น้ำมันหอมระเหยในเมล็ดกระวานมีสารประกอบจำพวก Camphor และ Pinene มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา ลดการบีบตัวของลำไล้และยังช่วยในเรื่องของการขับลมด้วยล่ะค่ะ ใช้เมล็ดกระวาน 1 ช้อนชาและน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว ทิ้งไว้นานถึง 10 นาที ดื่มระหว่างมื้ออาหาร หรือคุณอาจนำมาบดละเอียด นำมาชงกับน้ำดื่มสะอาด ก่อนที่คุณจะน้ำมันมาชงกับน้ำอุ่นได้เลยล่ะค่ะ
.

“สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางให้คุณสาวๆ รู้สึกสบายตัวอีกครั้ง จากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อค่ะ”

เคล็ดลับเด็ด ถนอมสายตา สาวไซเบอร์

  • Posted on November 30, 2011 at 5:13 pm

.คุณสาวๆ เป็นกันบ้างมั้นคะ กับอาการ เมื่อยตา ดวงตาอ่อนล้า เนื่องจากจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือมากเกินไป วันนี้  ขอแนะนำ วิธีที่จะช่วยให้ดวงตาของคุณ

…..   หน้าจอคอมพิวเตอร์ คุณควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ทำได้โดยลองปิดสวิตช์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว

…..   แสงและความคมชัด คุณควรให้ความสำคัญกับเรื่องของ แสงและความคมชัดด้วย ควรปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมทั้งความสว่างภายในที่ทำงาน การปิดไฟดวงที่สะท้อนจ้าลงบนจอคอมพิวเตอร์ หากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพมีความสว่างมาก ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง

…..   ตำแหน่งของจอภาพ อันนี้สำคัญนะคะ หน้าจอของคุณ ควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา หากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่ายมากเลยล่ะค่ะ

…..   แผ่นกรองรังสี มีไว้ช่วยได้มากเลยทีเดียวค่ะ ควรจะมีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้ค่ะ

…..   รักษาความสะอาด การทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยนะคะ คุณควรจะมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนมากขึ้นยิ่งขึ้นค่ะ

…..   หยุดพัก จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้า จากการจ้องจอคอมพิวเตอร์ได้นะคะ แนะนำให้คุณหยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาทีทุกๆ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเป็นไปได้ยาก women.mthai ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ด้วยการพักสายตาบ่อยๆ ครั้งละ 5-10 นาที ทำห่างกันประมาณ 1 ครั้งต่อชั่งโมง วิธีนี้ก็จะช่วยถนอมสายตาของคุได้นะคะ

…..   ผ้าหมาดๆ ถ้าหากว่า คุณเกิดอาการเมื่อยดวงตาเอามากๆ ลองใช้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้นก็คือ “ปิดไฟ” นอนพักสักครู่ค่ะ

…..   คอนแทคเลนส์ หลายคนมีปัญหามากเลยล่ะค่ะ อาการตาแห้งเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง เพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ก็มักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ด้วย เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง ดวงตาของคุณก็แห้งตามไปด้วยค่ะ การใช้น้ำตาเทียมหยอดบ่อยจะช่วยได้นะคะ

…..   กระพริบตาบ่อยๆ คุณควรกะพริบตาให้บ่อยครั้งกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มากเลยล่ะค่ะ ลองดูสิคะ

…..   เช็คสุขภาพตา สำหรับคนที่สวมใส่ “คอนแทคเลนส์” และยังคงใช้คอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ คุณควรไปเช็คสุขภาพตาบ้างนะคะ

…..นอกจากวิธีที่แนะนำไปข้างต้นแล้ว การดื่มน้ำมากๆ บวกกับ การนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นวิธีถนอมสายตาที่ดีที่สุดค่ะ

ผิวบาง สัญญาณอันตรายที่นำไปสู่ปัญหาผิวไม่รู้จบ

  • Posted on November 30, 2011 at 5:01 pm

.เชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายคนมีปัญหาผิว เช่น แสบ แดง คันหรือเป็นผื่นเมื่อถูกแดด หรือบางรายอาจมีฝ้า กระ จุดด่างดำ เกิดขึ้นทั้งที่อายุยังน้อย คุณทราบหรือไม่ว่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าคุณมีแนวโน้มผิวบาง และอีกไม่นานหากปลอยทิ้งไว้คุณจะพบกับปัญหาผิวที่ยากจะแก้ไข

แล้วคุณรู้หรือไม่ “ผิวบาง” คืออะไร

…..ปัญหาผิวบางเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ หากพูดถึงผิวบางจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งแล้ว จะขอกล่าวถึงปัจจัยนอก

 

ปัจจัยภายนอก คือ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดผิวบาง

…..ผู้หญิงทุกคนอยากมีผิวหน้ากระจ่างใสแต่ลืมคิดไปว่าผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่ใช้อยู่ทำให้ผิวกระจ่างใสจริงและปลอดภัยหรือไม่ คุณหรือเพื่อนๆข้างกายหลายคน คงเคยพบปัญหาการใช้ไวเทนนิ่งแล้วผิวขาวขึ้นอย่างทันใจ ใครหลายๆคนก็ทักว่าคุณมีหน้าขาวใสขึ้นในช่วงแรก แต่…ไม่นานผิวกลับคล้ำเสียกว่าเดิมซ้ำยังเกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำอีกด้วย

คุณรู้หรือไม่…เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของคุณ

ผิวบาง เมื่อถูกแดดจะมีอาการแดง แสบ หรือ คัน
อาจมีผื่นบริเวณที่โดดแดด

…..การที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเพราะมีสารที่เป็นอันตรายอันตรายต่อผิว เนื่องจากมีส่วนผสมของสารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ สารเหล่านี้ช่วยให้หน้าขาวขึ้นจริงในตอนแรกสุดท้ายกลับทำลายผิวหน้าและก่อปัญหาทิ้งไว้อีกด้วย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้  เข้าไปเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้การผลัดเซลล์ผิวบริเวณหนังกำพร้าหลุดลอกเร็วและมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ผิวบางลง ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายและนำไปสู่ปัญหา ผิวไวต่อแสงแดด ซึ่งเมื่อออกแดดจะทำให้เกิด อาการแดง แสบ คันหรือมีผื่น โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม และเมื่อ ผิวบางและไวต่อแดดปัญหาที่จะพบต่อมาคือ ฝ้า กระ จุดด่างดำ คล้ำเสียสะสม มากยิ่งขึ้น

 

ดูแลผิวอย่างไรหากคุณเป็นคนผิวบาง

…..ทุกๆครั้งของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่ง คุณควรแน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผิวบาง เช่น กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) เพราะสารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวได้ง่าย เร่งการผลัดเซลล์ผิวบริเวณหนังกำพร้ามากกว่าปกติ ทำให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ผิวจึงบางลง ถ้าเริ่มมีจุดด่างดำ กระ ฝ้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มไวเทนนนิ่ง ที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวได้ง่าย ปลอดสารทำให้ผิวบาง และไม่เร่งการผลัดเซลล์ผิวมากกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นปัญหาจุดด่างดำ ผิวคล้ำเสียสะสมจะรุนแรงขึ้นและคล้ำเสียกว่าเดิม

 

การหลุดลอกเซลล์ผิวที่สมดุล

 

การหลุดลอกของเซลล์ผิวที่มากกว่าปกติ

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาผิวบาง

…..คุณควรแน่ใจว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่คุณใช้ผ่านการทดสอบทางคลีนิกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากสถาบันการวิจัยที่น่าเชื่อถือและทดสอบแล้วว่าได้ผลจริงเหมาะสมกับสภาพผิวนอกจากนี้ต้องตรวจสอบแล้วว่า ส่วนผสมเป็นสารที่ปลอดภัยไร้สารทำให้ผิวบาง ซึ่งสารที่ปลอดภัยได้แก่
สารสกัดจากธรรมชาติที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวและสามารถทำงานร่วมกับผิวได้ดี ทั้งนี้ต้องได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อผิวและไร้สารทำให้ผิวบาง
สารที่ได้รับการยอมรับหรือใช้ในการรักษาผิวพรรณโดยแพทย์ผิวหนัง
สารที่ทำงานร่วมกับผิวเสมือนเป็นแหล่งอาหารหรือพลังงานให้ผิวทำงานตามกระบวนการธรรมชาติได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สารที่ปลอดภัยและเป็นสารอาหารสำคัญต่อผิว เช่น สารอะไรบ้าง 
เช่น Licochachone, Panthenol (vitamin B5), Vitamin E Acetate, Ubiquinone, Octadecenedioic Acid เป็นต้น โดยผ่านการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้จึงให้ประสิทธิภาพในการบำรุงและเติมสารอาหารให้กับผิว มีประสิทธิภาพยาวนานและปลอดภัย

เกร็ดความรู้ อันตราย จากการไม่รับประทานอาหารเช้า

  • Posted on November 30, 2011 at 12:32 pm

เกร็ดความรู้ อันตราย จากการไม่รับประทานอาหารเช้า

การไม่รับประทานอาหารเช้า เป็นเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ทราบไหมว่า อาหารมื้อเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะร่างการต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. เนื่อง จากช่วงเวลานี้สมองของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง

ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอหรือส่งไปได้น้อยแล้วล่ะก็ จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้

  • ผม ร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดศีรษะ ปวดหู ปวดกระบอกตา ปวดข้อเท้า
  • กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น เป็นไซนัส หรือ วิตกกังวล
  • โดยอาการเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ จนเป็นสาเหตุไปสู่อาการสมองเสื่อมต่อไปในอนาคต

อย่าลืมรับประทานอาหารเป็นประจำอยู่เสมอนะคะ

บทความ ความรัก เป็นเหมือนทะเล

  • Posted on November 29, 2011 at 9:56 pm

บทความ ความรัก เป็นเหมือนทะเล

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ อาจจะเป็นคำพูดแบบโบราณ แต่ประโยคนี้ เป็นความจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธ

“ความรัก” ของหลายคน อาจไม่อ่อนหวาน
แต่ทุกคน(ส่วนใหญ่) อาจจะมี “ความรัก” ที่อ่อนไหว
จะมีใครบ้างที่ไม่เคยอมยิ้มคนเดียวเพราะ “ความรัก”
และจะไม่มีใครบ้างที่ “ความรัก” ไม่เคยทำให้ร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว
หลายคนจึงบอกว่า

“ความรัก” เป็นเหมือน “ทะเล”

มีเวลาที่นิ่งสงบ มีเวลาที่มีคลื่นลม
มีเวลาที่สวยงาม และมีเวลาที่น่ากลัว
แต่ถึงอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะไปทะเล
เช่นกันไม่ว่าจะอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะมีความรัก
แม้ว่ารักนั้นจะเป็นรักข้างเดียว

แม้รักนั้นจะทำให้ทุกข์ทรมานสักเพียงใด
แม้รักจะทำให้หลับไปทั้งน้ำตาของความเสียใจก็ตาม
แล้วจะรักแบบไหน? ให้พอดีในความอ่อนไหว
ไม่จืดชืดเย็นชาจนน่าเบื่อ ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในใจ

คำตอบที่มีให้ คือให้ รั ก กั น แ บ บ ทะ เ ล
โดย ห่วงใยกัน ให้มากเท่าเท่ากับเม็ดทราย
ให้อภัยกัน ให้ได้ . . . ..
เหมือนที่ทะเลไม่เคยโกรธเกลียวคลื่น

ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน
ในบางครั้งที่ต้องห่างไกล หัวใจก็ต้องคงมั่นได้เหมือนโขดหิน
ไม่เปลี่ยนใจง่าย ไม่อ่อนไหวไปรักคนอื่น
ให้ความอิสระ เหมือนอย่างนกทะเลต้องการจากท้องฟ้า
อย่ากักขังคนรักไม่ให้คบเพื่อน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น

ความผูกพันไม่ใช่คุก ถึงจะคบกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า
ต้องสบตาฉันคนเดียวเท่านั้น
และไม่ทำตัวเป็นเจ้าของหรือออกกฏหมายบังคับอีกคน
เพราะทะเลก็ยังไม่เคยครอบครองปลา

แล้ว “ความรัก” ที่แม้จะดูอ่อนไหวและแปรปรวน
ก็จะเป็น “ความรัก” ที่มีอยู่นาน เช่นเดียวกับที่ทะเลมีอยู่บนโลกนี้

อ่านบทความนี้จบแล้ว ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง ถ้าอ่านไป คิดไป อ่านแล้วนำกลับไปคิด แล้วจะรู้ว่า ความรัก ไม่จำเป็นต้องครอบครอง ให้เขาอยู่กับเราคนเดียวตลอดไป อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ถ้าเราทำได้ เราจะสุขใจ ไม่เศร้าจนเกินไปนัก

เรื่องน่ารู้ วิธีเก็บรักษาเครื่องสำอาง

  • Posted on November 29, 2011 at 9:52 pm

เรื่องน่ารู้ วิธีเก็บรักษาเครื่องสำอาง

 

วิธีเก็บรักษาเครื่องสำอาง ให้อยู่กับเรานานๆ ไม่เปลืองเงินซื้อใหม่

วิธีเก็บรักษาเครื่องสำอาง

  1. ไม่ควรเก็บรักษาเครื่องสำอางในที่ที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ ควรเก็บในอากาศที่เย็บสบาย หรือเก็บที่อุณหภูมิห้อง
  2. ควรดูวันหมดอายุทุกครั้งก่อนการใช้งาน ควรเก็บเครื่องสำอางที่ใกล้หมดอายุ ไว้ด้วยกัน เพราะเครื่องสำอางที่หมดอายุแล้ว นำมาใช้กับใบหน้า อาจจะทำให้สิวขึ้นหรือเกิดผดผื่นได้ค่ะ
  3. เครื่องสำอางบางชิ้น สามารถเก็บได้ ในตู้เย็น แต่ควรจะแยกประเภทที่จะเก็บไว้ต่างหาก ไม่เก็บรวมกันกับอาหารนะคะ
  4. ไม่ควรซื้อเครื่องสำอาง มาเก็บไว้ในปริมาณที่มากจนเกินไป
  5. ไม่ควรเปิดฝาเครื่องสำอางทิ้งไว้ ควรเปิดฝาเมื่อต้องการใช้เท่านั้น
  6. หลังจากเปิดใช้เครื่องสำอางแล้ว ควรปิดฝาให้สนิททุกครั้ง
  7. สำหรับพู่กัน ฟองน้ำ ควรล้างทำความสะอาด ด้วยสบู่ อยู่เสมอ
  8. อย่าสัมผัสเนื้อครีม ควรหาอุปกรณ์สำหรับตักครีมขึ้นมาใช้ในปริมาณที่ต้องการ
  9. จัดเก็บเครื่องสำอางให้เป็นหมวดหมู่ ไม่กระจัดกระจาย

ลองนำวิธีที่นำมาฝาก ไปทดลองใช้ดูนะคะ ง่ายๆ ไม่เสียเวลาแน่นอนค่ะ

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็ก (แต่ร้าย)

  • Posted on November 28, 2011 at 10:22 pm

1. การดื่มน้ำ
ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจาก เลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำใน เซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็ง ที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวล จนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว

2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย
เพราะ ความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิด ขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุม ความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน

3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ

4. วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพคือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า
จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1:1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดี ขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรค บางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่าง จริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมล ภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆกัน

5. การนอนดึก
คืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ทำให้นาฬิกาชีวภาพของ ร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้ง ยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย

6. แสงแดดยามเช้า
ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วง เวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึม เศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย

7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด
ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับ ประทานอาหารดีๆ

8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์
แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูด ง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรัง
อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการ หวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว

10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี
แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิด ปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม
ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้าง หลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุ ธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่ว ร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือ ทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำ อุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

13. ผู้ที่รับประทานไข่เป็นเวลา 8 อาทิตย์
ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอว ลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำ ให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป
ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรส ชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหาร ไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย

15. เสียงเพลง
มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้น ให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น

16. การดื่มน้ำ(เปล่า)เย็น
50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่ม น้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไป กว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก

17. การออกกำลังกาย
ด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอด และหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อ ย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรเท้าเพียง 1 มื้อ นอก นั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมัน ส่วนเกินสะสม

18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ
ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้นเสี่ยงเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโค ปีนออกมามากขึ้น

19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร
ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปาก และช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะ ย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป
ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เก รฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ
ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับ ให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เรา ทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอัน ต้องงด

22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์
โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่าง มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือ เลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน

23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร
รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปน เปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

24. ก่อนตั้งครรภ์
ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน
1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟ เลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ
2.ระวัง เรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา
3.ทำ ใจให้สบาย คิดในแง่บวก
4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม

25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก
ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำ ให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ได้

รัก 4 แบบที่ไม่ควรเอาอย่าง

  • Posted on November 27, 2011 at 8:54 pm


“เชื่อเถอะว่าการมีรักไม่ ต่างจาการมีทุกข์(แต่ก็สุขมากนั่นแหละ) แต่หลายๆ เหตุผลที ผู้หญิงอย่างเราต้องจมอยุ่กับน้ำตาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ก็เพราะติดอยู่ในวังวนของความรัก แบบผิดๆ (วิธีคิด) ปฐมฉบับครั้งนี้เราเลยรวบรวมรปู แบบรักที่ผู้หญิงควรขอลาขาด อย่าง น้อยก็ทำให้คุณทุกข์น้อยลง (และสุขมากขึ้น ตาม ประสาคน ปรารถนารักแท้ให้เกิดขึ้นจริง ในชีวิต”

รักไม่ลืมหู ลืมตา

รักแบบ หลับหูหลับตา หรืออีกนัยหนึ่งดูจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ´รักแล้วเอาหูไปนาเอาตาไปไร่´ ความรัก ประเภทนี้ออกจะเข้าข่ายรักมากจนเกินพอดี รักจนทนรับสภาพกับความมึนของเขาไม่ไหว จนต้อง ปลอบใจตัวเองว่าเขา รักคุณจะตาย แต่ที่เขาแอบไปกุ๊กกิ๊กกับคนอื่น ก็เพราะเขาอยากหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาใน ชีวิต! เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คุณคิด ไปไกลได้ถึงขนาดนี้ คุณอาจไม่ผิดที่พยายามเก็บความรักของคุณในรูปแบบ

เฉพาะ แต่สิ่งที่เราอยากแนะให้ทำคือลืมตา ตื่น (เสียที) ลืมตาในรักของคุณแล้วใช้มันให้คุ้ม ไม่ว่ามันจะมาใน รูปแบบของการทะเลาะ การกรี๊ดเพื่อปลดปล่อย หรือ กระทั่งการพูดถึงปัญหาที่กำลังเกิด โปรดจงเข้าใจว่า ความรักเป็นเรื่องของความ ´จริง´ ในชีวิต ถ้าคุณจริงใจที่จะรัก เขา เขาก็ต้องจริงใจในรักของคุณ แต่ถ้ามัน ไม่เป็นอย่างนั้นคุณก็ควรจะเปลี่ยนความคิด (และคน) เสียที

ขอให้เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนทำได้ เพราะการรับรู้ความเป็นไปของเขา อาจจะช่วยแก้ปัญหาให้คุณคิดอะไร ออกไม่มี ใครเกิดมาแล้วมีรักอย่างที่ตัวเองคิดไว้ทุกคน แต่ฉลาดรักให้ได้ก็พอ

รักเอาแต่ใจ

รักประเภทนี้เป็นรักที่น่ารำคาญเป็นที่สุด คุณอาจเป็นตัวน่ารำคาญหรือไม่ก็เขา แต่ส่วนใหญ่เราเชื่อว่าเป็น ผู้หญิง นี่แหละ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนคุณต้องให้เขาโทรรายงานตลอด ถ้าเขาไม่โทรมาก็ทำหน้าเม้งใส่เขา และจบลงด้วยการ งอนแบบกระฟัดกระเฟียด รักแบบนี้ยังรวมไปถึงการหึงหวงไม่เลือกหน้า เอาให้น้อยๆ หน่อยเถอะค่ะ ถ้าคุณหึงเพื่อน ผู้หญิงของเขา ก็ควรจบลงด้วยการเคลียร์ถึงปัญหา เพราะบางครั้งคุณต้องเชื่อ ใจคนที่ตัวเองรัก
ไม่ใช่หึงดะแม้แต่ เพื่อนผู้ชายที่ไปเมาด้วย รักแบบนี้แหละที่ผู้ชายมักเหลืออดและบอกเลิกเอา ซะดื้อๆ อ้าว! คุณขาอย่าให้มันเลยเถิดถึงขั้น นั้น เพราะความสัมพันธ์กว่าจะก่อได้ไม่ใช่ใช้เวลาแค่สองนาที เอา เป็นว่าเปลี่ยนนิสัยเสียหน่อยก็คงไม่สาย เดินสายกลาง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด งอนได้ หึงได้ แต่เอาแค่พอน่ารัก อย่า งอแงเป็นเด็กสามขวบเพราะเดี๋ยวคุณจะไม่เหลือหนุ่มๆ อีกเลย ในชีวิต

เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิก

เรา ไม่ได้กำลังจะบอกถึงวิธีรับมือกับอาการอกหัก แต่เราเพียงอยากให้คุณสามารถจัดการกับปัญหาที่คุณ กำลังเจอ คุณอาจจะร้องไห้ฟูมฟายหรือคลั่งแทบบ้า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ร้องไปเถอะถ้าอยากจะร้อง ไม่ต้อง มานั่งหมกเม็ดว่า ฉันแข็งแกร่งและรับไหว อาการเจ็บสุดขั้วมันต้องเจอกันทุกคน บางคนอาจจะใช้เวลาเพียง น้อยนิด

สำหรับผู้หญิงลืม ยาก พึงทำความเข้าใจกับรูปแบบของอาการเศร้าโศกที่ว่าไว้สักหน่อย ถึงแม้ว่าปาก ของคุณกำลังพรั่งพรูออกมาว่าคุณ อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา(?!) แต่เชื่อเถอะ ถ้าเอาเข้าจริง เมื่อเวลานั้นมาถึง ไม่ว่า คุณจะเจ็บสักแค่ไหน ยังไงคุณก็ยังคงอยู่ต่อ ไปได้ แต่เพียงทำหัวใจให้เข้มแข็งแล้วเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปได้ ในที่สุด

รักตัวเองไม่เป็น

ฟังดูคล้ายเรื่องแปลก ว่ามีจริงเหรอคนที่ไม่รักตัวเอง บอกได้เลยค่ะว่าคนเหล่านี้มีมากมายเสียจนนับไม่ถ้วน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการรักคนอื่นเสียจนลืมส่องกระจกดูตัวเอง ลืมถามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง และเผลอๆ ก็อาจสูญเสียความเป็นตัวเอง เพราะปล่อยให้วิธีคิดแบบผิดๆ ต้องมาสิงสู่เสียจนไม่เหลือวิญญาณ

เพราะฉะนั้นก็ได้เวลาแล้วที่ผู้หญิงอย่างเราต้อง ถามตัวเองให้ชัดเจนว่า รักเพื่ออะไรรักจริงหรือไม่ เราเสียความ เป็นตัวเองไปแค่ไหน และรักแล้วเรามีความสุข หรือความทุกข์กลับมากันแน่ ที่สำคัญ พึงระลึกไว้เสมอว่าหาก คุณรักตัวเองเป็น คุณก็จะได้รับความรักที่สมค่ากลับคืนมา แต่หากไม่ คุณก็จะกลายเป็นคนที่ต้องเสียเปรียบคน อื่นไปตลอดชีวิต

สารพัดเรื่องวุ่นของ “จุดซ่อนเร้น” ที่ผู้หญิงควรรู้

  • Posted on November 27, 2011 at 5:26 pm

จุดซ่อนเร้น ใต้ร่มผ้า ของสงวน ไม่ว่าจะเรียกอะไร บริเวณนี้ถือเป็นอาณาจักรลึกลับพอดูของบรรดาสาวๆ ที่คงต้องหวงแหน ดูแล เอาใจใส่เป็นอย่างดี ขณะที่สาวหลายรายยังดูแลไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธีทำให้เกิดปัญหากวนใจตามมา ไม่ว่าจะกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ หรืออาการคันยิบๆ เหนียวเหนอะหนะไม่สบายเนื้อสบายตัว

สำหรับวิธีในการดูแลจุดซ่อนเร้นของบรรดาสาวๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มแตกเนื้อสาวเปรี๊ยะๆ อย่างง่ายๆ นั้น นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ชื่อดังให้คำแนะนำว่า ปรัชญาการดูแลจุดซ่อนเร้นง่ายๆ ก็เหมือนกับการดูแลซอกหลืบของบ้าน คือ ต้องแห้ง โล่งโปร่ง สบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องถึง

จุดซ่อนเร้นก็เช่นเดียวกัน คือ ต้องไม่อับชื้น ซึ่งสาวๆ วัยนี้เริ่มมีประจำเดือนและต่อมต่างๆ ผลิตน้ำหล่อลื่นออกมาตามการกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้จุดซ่อนเร้นมีความชื้น หากไม่ดูแลรักษาให้ดีมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อราในร่มผ้าสูง ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมทั้งอาการตกขาวที่ผิดปกติตามมา

“หากตัดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ออก โรคที่ผู้หญิงเป็นกันมากคือโรคเชื้อรา ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นเชื้อราในร่มผ้ามากขึ้น เนื่องจากการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ถูกต้อง แต่เชื้อราก็ไม่ได้เป็นโรคน่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นโรคน่ารำคาญเท่านั้น”

นพ.พันธ์ศักดิ์บอกอีกว่า วัยรุ่นบางคนกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเชื้อรา เนื่องจากยาปฏิชีวนะจะทำลายแบคทีเรียทุกชนิดไม่เลือกว่าเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งในจุดซ่อนเร้นจะมีแบคทีเรีย “แลคโตแบซิลไล” ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์อาศัยอยู่ ทำหน้าที่ผลิตกรดอ่อนๆ ที่เรียกว่า “แลคติกแอซิด” ออกมา ทำให้สภาพภายในจุดซ่อนเร้นเป็นกรดอ่อนๆ PH 3.5 โดยจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราแบคทีเรียหรือไวรัสจากภายนอก ถือเป็นทหารที่คอยป้องกันเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ผู้หญิงปกป้องตัวเองอยู่แล้ว

ส่วนที่มาของกลิ่นนั้น ตามธรรมชาติแล้วกลิ่นเกิดจากแบคทีเรียคายของเสียออกมา ซึ่งบริเวณจุดซ่อนเร้นมีเลือดประจำเดือนที่ถือเป็นอาหารชั้นยอด บริเวณนี้จึงเกิดกลิ่นมากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งกลิ่นจากจุดซ่อนเร้นแม้คนรอบข้างคงไม่ได้กลิ่นแต่เจ้าของกลิ่นจะรู้ตัวและทำให้ขาดความมั่นใจ

“เมื่อก่อนผู้หญิงไม่ค่อยมีกลิ่นจากของสงวนเพราะวิถีชีวิตสมัยก่อนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ซิ่น ไม่ใส่ชุดชั้นใน ทำให้ไม่เกิดการอับชื้น แห้ง ลมโชย เมื่อวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป วัยรุ่นสมัยใหม่นิยมใส่ยีนส์แน่นคับรัดติ้ว การแต่งกายยุคใหม่จึงทำให้เกิดความอับชื้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลวิจัยทางการแพทย์ออกมาแล้วว่า ผู้หญิงที่ใส่กางเกงยีนส์มีโอกาสติดเชื้อรามากกว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้ใส่ถึง 3 เท่า ”

ส่วนอาการตกขาวของผู้หญิงซึ่งเรื่องปกติในช่วงของการใกล้มีรอบเดือน โดยเกิดจากผนังช่องคลอดซึ่งแห้งแล้วหลุดลอกออกมา ผสมกับน้ำเมือกที่ผลิตจากต่อมต่างๆ ตกขาวปกติจะมีสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นและไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองแต่ถ้าตกขาวมีลักษณะ เป็นก้อนเหมือนตะกอนนมสีขาว คันมาก อาจเป็นเชื้อรา แต่หากตกขาวเป็นสีเหลืองหรือเขียว และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ติดเชื้อแบคทีเรีย และหากติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จะตกขาวเป็นสีเทา มีอาการคันและแสบร้อน

นพ.พันธ์ศักดิ์ ให้เคล็ดลับในการดูแลจุดซ่อนเร้น สำหรับในสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำว่า
เมื่อเวลาอาบน้ำเสร็จไม่ควรโรยแป้งบริเวณจุดซ่อนเร้น หวังให้บริเวณนั้นแห้ง เย็นสบาย เพราะแป้งอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ ในช่วงเวลากลางคืนก็ไม่จำเป็นต้องสวมชุดชั้นในนอน

ขณะที่การเลือกซื้อชุดชั้นในก็สำคัญ สาวๆ ควรเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย เบา บาง และไม่รัดแน่นจนเกินไปเพื่อช่วยให้เกิดการถ่ายเทของอากาศสอดรับกับอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย ที่ทำให้เกิดเหงื่อไคลหมักหมมเป็นผลให้เกิดเชื้อรา และไม่ควรใช้ชุดชั้นในไนลอนฟิตๆ ถึงแม้จะใส่แล้วดูเซ็กซี่แต่ก็ไม่ดีต่อสุขอนามัย ส่วนจีสตริงนั้นก็ใส่ได้ไม่มีปัญหาแต่ควรเลือกที่มีความอ่อนนุ่ม ไม่รัดแน่นเกินไป เพราะอาจเกิดการเสียดสีจนเป็นแผลได้ สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารูปแบบของชุดชั้นใน คือ การดูแลรักษา ซึ่งควรเก็บไว้ในที่โล่ง โปร่งสักนิดและใส่ที่กันอับชื้นไว้

สำหรับการดูแลด้านความสะอาด นพ.พันธ์ศักดิ์ แนะนำว่า ให้ชะล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นประจำทุกครั้งที่อาบน้ำ ซึ่งแพทย์ทั่วไปอาจแนะนำให้ใช้น้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอแล้วถ้าสามารถใช้น้ำเปล่าถูกวิธี โดยหลังจากที่ล้างน้ำรอบแรกแล้ว ควรใช้น้ำอุ่นๆ ชำระคราบไคลที่อาจเกิดจากอาการตกขาวตามปกติ รวมทั้งไขมันจากต่อมต่างๆ จากนั้นใช้สำลีเช็ดตามซอกหลืบต่างๆให้เกลี้ยงเกลา และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างภายในแค่การทำความสะอาดภายนอกก็เพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตามหากใครจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดก็ทำให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความใกล้เคียงธรรมชาติ ใช้กลิ่นธรรมชาติไม่ใช้ชนิดที่ผสมน้ำหอมเพราะอาจมีแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ส่วนแผ่นอนามัยแบบบางซึ่งใช้ในวันธรรมดาที่นิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำหอมพร้อมมีรูระบายอากาศ และควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะการปล่อยทิ้งไว้ทั้งวันแทนที่จะช่วยให้แห้งสบายอาจทำให้เกิดความอับชื้นได้

ไม่เพียงเท่านี้ คุณหมอ ยังแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เข้าห้องน้ำสม่ำเสมอ 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง
หากจำเป็นต้องใช้ห้องสุขาสาธารณะก็ไม่ควรอั้นปัสสาวะเพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ควรหาวิธีปกป้องตนเอง เช่น เตรียมทิชชู หรือเจลทำความสะอาด และไม่ควรใช้หัวฉีดสาธารณะในการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เนื่องจากอาจมีเชื้อราแอบแฝงอยู่ที่บริเวณหัวฉีดได้ เพียงแค่ใช้กระดาษชำระที่มีความอ่อนนุ่มซับเบาๆ จากด้านหน้าไปด้านหลังก็เพียงพอแล้ว หรือหากใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะ หากเป็นห่วงว่าจะติดต่อโรคจากผู้อื่นก็ให้ใช้สระหลังจากที่มีการเปลี่ยนใส่คลอรีนใหม่ๆ 4-5 ชม.

“ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเชื้อราที่บริเวณจุดซ่อนเร้นมักเป็นผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ นอนดึก เหงื่อไคลหมักหมม อับชื้น รวมถึงผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ทางเพศแบบออรัลเซ็กซ์ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ที่สำคัญ หากพบอาการผิดปกติบริเวณจุดซ่อนเร้นไม่ว่าจะเกิดอาการคัน มีกลิ่น ตกขาวมีสีแปลกจากเดิมหรือมากกว่าปกติให้ปรึกษาแพทย์อย่าวินิจฉัยรักษาด้วยตัวเองด้วยการสอดหรือการรับประทานยา เนื่องจากควรตรวจให้แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อแก้ปัญหาที่ถูกต้อง”นพ.พันธ์ศักดิ์ทิ้งท้าย